BUSINESS

ลอรีอัลเผยความสำเร็จปี 2560 คงอัตราเติบโตสูงกว่าตลาดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6

บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในสาขาบริษัทความงามอันดับหนึ่งของโลก ประกาศความสำเร็จการดำเนินงานประจำปี 2560 สามารถคงอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดความงามอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และยังครองความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าในประเทศไทย[1]ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

นางนาตาลี เกอร์ชไตน์ เคอโรวดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจของลอรีอัลกรุ๊ป คือการส่งมอบ “ความงามสำหรับทุกคน” หรือ “Beauty For All” โดยมุ่งสร้างความงามให้เป็นสากลผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดให้แก่ผู้บริโภคทุกเพศและตอบโจทย์ทุกความต้องการ เราเป็นผู้นำในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการรักษามาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงความล้ำหน้าด้านดิจิทัลที่เข้ามาช่วยเพิ่มคุณค่าและสร้างความเชื่อมั่นอันแข็งแกร่งให้แก่ผู้บริโภคของเรา ปี 2560 ที่ผ่านมา นับเป็นปีที่ดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีหลากหลายช่องทางที่ให้บริการผู้บริโภคได้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ความสำเร็จของลอรีอัลยังมาจากกลยุทธ์อันโดดเด่นในการรังสรรค์โลกแห่งความงามด้วยปัจจัยต่างๆ ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์และการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจน การให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยไปพร้อมๆ กับการลงทุนระยะยาวทางด้านการวิจัยและนวัตกรรม ความใส่ใจในชุมชนที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอยู่ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญและแข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ เป็นผลมาจากการมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งของลอรีอัล”

ตลาดความงามของประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งในปี 2560 มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 7.8[1]  โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวยังครองส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุด ในขณะที่กลุ่มเครื่องสำอางเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตมากที่สุดในอุตสาหกรรม

ลอรีอัล ประเทศไทย เป็นสาขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ในปี 2561 นี้ ลอรีอัล ประเทศไทยจะมุ่งเน้นเสริมสร้างความเป็นเลิศใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) การมุ่งเน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง  2) การขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ 3) การพัฒนาและดูแลบุคลากร และ 4) การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคม

ด้วยการมุ่งเน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง หรือ Consumer Centricity ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์ของแบรนด์  โดยจะมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ ผลิตภัณฑ์เด่นแห่งปีอย่าง วิชี่ มิเนอรัล 89 (Vichy – Mineral 89)พรีเซรั่มน้ำแร่เข้มข้น รวมไปถึงเทรนด์ใหม่ล่าสุดที่ฉีกภาพลักษณ์เดิมๆ ในการเปลี่ยนสีผมอย่าง ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมกึ่งถาวร ลอรีอัล ปารีส คัลเลอร์ริสต้า (L’Oréal Paris COLORISTA) นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ชั้นนำดังกล่าว ในปี 2560 ที่ผ่านมา ลอรีอัลยังคงเป็นผู้นำตลาดในผลิตภัณฑ์หลายประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ลอรีอัล ปารีส เอลแซฟ (L’Oréal Paris Elseve) ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า การ์นิเย่ ไมเซล่าร์ วอเตอร์ (Garnier Micellar Water) ผลิตภัณฑ์น้ำมันทำความสะอาดผิวจาก ชู อูเอมูระ (Shu Uemura) คุชชั่นรองพื้นสุดหรูจาก ลังโคม (Lancôme) และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าผู้ชายจาก ไบโอเธิร์ม ออมม์ (Biotherm Homme)

นอกเหนือจากการพัฒนานวัตกรรมแล้ว การทำความเข้าใจและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการนำเสนอประสบการณ์ทางความงามที่หลากหลายนับเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่นำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ โดยล่าสุด นิกซ์ โปรเฟสชั่นแนล เมคอัพ ได้เปิดตัว “นิกซ์ โปรเฟสชั่นแนล เมคอัพ แฟลกชิปสโตร์” (NYX Professional Makeup Flagship Store) แห่งแรกในเอเชีย ที่ สยามสแควร์วัน ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อเป็นจุดหมายใหม่ที่

ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าจะได้มาสัมผัสประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมดิจิทัล และ คีลส์ (Kiehl’s) ก็มีการเปิดตัวเซรั่มบำรุงผิวหน้าอันทรงประสิทธิภาพ “อะโปเธคารี พรีแพเรชั่นส์” (Apothecary Preparations) ที่ยกระดับการบำรุงผิวหน้าขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการให้ลูกค้าสามารถเลือกส่วนผสมเซรั่มให้ตรงกับปัญหาผิวเฉพาะด้านของลูกค้าอย่างแท้จริง

ในปี 2561 ลอรีอัล ประเทศไทย ยังคงเสริมความแข็งแกร่งด้วยการเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ล่าสุดในประเทศไทย ได้แก่ จิออร์จิโอ อาร์มานี บิวตี้ (Giorgio Armani Beauty) แบรนด์เครื่องสำอางสุดหรูพร้อมนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกสภาพผิวของผู้บริโภคทุกคน ที่มาพร้อมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและเครื่องสำอางที่อยู่เบื้องหลังความงามของเวทีระดับโลกมามากมาย และอีกหนึ่งแบรนด์คือ เซราวี (CeraVe) ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ได้รับการแนะนำและพัฒนาโดยแพทย์ผิวหนังด้วยการผสมผสานเซราไมด์สามชนิด พร้อมการให้บริการกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุดในราคาที่จับต้องได้ โดยผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมกับคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนัง ประกอบไปด้วย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น ฟื้นฟู และเติมเต็มผิวหนัง

นอกจากนั้น การขับเคลื่อนสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์หลักสำหรับลอรีอัล ประเทศไทย ในการขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดที่เชื่อมโยงด้วยดิจิทัล โดยในปี 2560 ลอรีอัล ได้ใช้ช่องทางในการสื่อสารที่หลากหลายและเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซค้าปลีกใหม่ๆ อีกหลายราย เช่น คอนวี่ (Konvy) และ โอรามิ (Orami) รวมไปถึงช่องทางสังคมออนไลน์ คือ ไลน์แอด (Line@) และ เครซ (Craze) รวมถึงการให้บริการหน้าร้านค้าออนไลน์ของแบรนด์เอง คือ ลังโคม (Lancôme) วายเอสแอล โบเต้ (YSL Beauty) และ ไบโอเธิร์ม (Biotherm)

“อีคอมเมิร์ซนับเป็นช่องทางที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และลอรีอัล ประเทศไทย ก็มีความมุ่งมั่นที่จะใช้ช่องทางนี้อย่างเต็มที่ เราได้ขยายธุรกิจในช่องทางอีคอมเมิร์ซที่หลากหลาย เพื่อให้มั่นใจว่าเราก้าวนำเทรนด์การตลาดอยู่เสมอและอยู่ในทุกองค์ประกอบของการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภค ไม่ว่าจะด้วยการเพิ่มความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำความงามในช่องทางดิจิทัล มุ่งสร้างและออกแบบการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ารายบุคคล รวมถึงการทำให้แบรนด์ต่างๆ ของลอรีอัล ก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครัก” นางนาตาลี เกอร์ชไตน์ เคอโรวดี กล่าวเสริม

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ลอรีอัลเป็นองค์กรที่น่าทำงานที่สุดสำหรับพนักงานทุกคนยังคงเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ ที่ลอรีอัลมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการเป็นบริษัทที่ใฝ่ฝันสำหรับผู้ที่มีความสามารถ ซึ่งความสำเร็จของพวกเขาจะได้รับการยกย่องและถ่ายทอดสู่ภายในองค์กร โดยภายในปี 2561 นี้ ลอรีอัลตั้งเป้าที่จะฝึกอบรมพนักงานทุกคนในบริษัทฯ ผ่านโครงการการเรียนรู้และการพัฒนาที่หลากหลาย เพื่อให้พนักงานมีทักษะรอบด้านมากที่สุด ทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ นอกจากนั้น ลอรีอัล ยังมีโครงการ แชร์แอนด์แคร์ (Share & Care) ซึ่งมุ่งเน้นตอบโจทย์ความต้องการขั้นพื้นฐานของพนักงาน 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ สวัสดิการ ชีวิตครอบครัว และคุณภาพชีวิตในการทำงาน ล่าสุด ลอรีอัล ได้เปิดตัวโครงการ “Work Anywhere”  ให้พนักงานของลอรีอัลทุกคนสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ โดยจากการจัดทำผลสำรวจพนักงานภายในองค์กร พบว่าร้อยละ 95 ของพนักงานในบริษัทฯ รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานกับลอรีอัล ในขณะที่ร้อยละ 85 รู้สึกว่าบริษัทฯ ให้โอกาสพวกเขาในการทำงานที่ท้าทายและน่าสนใจ

ลอรีอัลจะยังคงดำเนินงานภายใต้พันธสัญญาว่าด้วยความยั่งยืน “แบ่งปันความงามให้ทุกสรรพสิ่ง” (Sharing Beauty with All) ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นของเราในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายของลอรีอัล กรุ๊ป ในปี 2563 ซึ่งประกอบด้วยการสร้างนวัตกรรม การผลิต การใช้ชีวิต และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านต่างๆ และในปีนี้ ลอรีอัล ได้ริเริ่มอีกหนึ่งเป้าหมาย เพื่อให้องค์กรสามารถเข้าใกล้จุดหมายที่จะประสบความสำเร็จด้านความยั่งยืนได้เร็วยิ่งขึ้น คือ โครงการ ‘Working Sustainably” หรือ “การร่วมสร้างองค์กรอย่างยั่งยืน” ให้พนักงานในองค์กรทุกคนช่วยกันสร้างสถานที่ทำงานของพวกเขาให้ยั่งยืนและสร้างสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้เป็นมิตรมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น หลักการทำงานด้านจรรยาบรรณขององค์กรยังถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานประจำวันเพื่อช่วยหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กร และสร้างการรับรู้ให้แก่พนักงานทุกคนของลอรีอัลในเรื่องของความซื่อตรง (integrity) ความเคารพซึ่งกันและกัน (respect) ความกล้าหาญ (courage) และความโปร่งใส (transparency)

“ในปี 2561 นี้ ลอรีอัล ประเทศไทย จะยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ของเราในการทำให้ทุกครัวเรือนมีผลิตภัณฑ์ของลอรีอัลอย่างน้อย 1 ชิ้น และผลักดันให้บริษัทฯ ก้าวสู่บริษัทความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทยต่อไป” นางนาตาลี กล่าวทิ้งท้าย