“ไฮเซ่นส์” โชว์เทคโนโลยีสุดล้ำรับอนาคต พลิกกระแสตลาดทีวีลักซ์ชัวรี่ด้วยเลเซอร์ทีวีรุ่นใหม่

“ไฮเซ่นส์” แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลก และผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของการแข่งขันฟุตบอลฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ยูฟ่า ยูโร 2020” (UEFA EURO 2020™) พลิกกระแสตลาดทีวีหรู เปิดตัว “เลเซอร์ทีวี” รุ่นใหม่ “โฟร์เค สมาร์ท ไตรโครม่า” (4K Smart TriChroma™ Laser TV (100L7T) ในงาน “CES 2019” ในประเทศสหรัฐอเมริกา สะกดทุกสายตาด้วยภาพสีสวยสดสมจริงพร้อมความเป็นที่สุดแห่งการรับชม พร้อมด้วยไฮไลท์ผลิตภัณฑ์ทีวี ULED และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอีกหลายซีรี่ย์ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต ตอกย้ำการครองอันดับหกของสหรัฐฯ ในฐานะแบรนด์ทีวีที่ประสบความสำเร็จ

มร. สี่เฟิง จาง (Mr. Zhang Xifeng) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ไฮเซ่นส์ ได้แสดงให้ผู้บริโภคทั่วโลกรับรู้ถึงเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีเลเซอร์ทีวีรุ่นใหม่  “โฟร์เค สมาร์ท ไตรโครม่า” (4K Smart TriChroma™) ภายในงาน “CES 2019” (Consumer Electronics Show 2019) ที่ผ่านมา โดยยกระดับหน้าจอทีวีด้วยความละเอียดสูงสุดระดับ 4K พร้อมฟีเจอร์เด่นที่ให้แสงสีสวยสมจริงสมบูรณ์แบบ นับเป็นนวัตกรรมจากการพัฒนาต่อยอดหน้าจอแบบ ULED ลิขสิทธิ์เฉพาะของไฮเซ่นส์ที่ได้รับการรันตีด้วยรางวัลระดับโลกมาแล้ว  โดยเลเซอร์ทีวีรุ่นเรือธงนำเทคโนโลยีการผสานรวมของแสงเลเซอร์ X-Fusion Laser Light Engine™ สีแดง เขียว น้ำเงิน พัฒนาให้จอภาพสามารถแสดงเฉดสีอันหลากหลายและแม่นยำในทุกเฉด รวมถึงเฉดสีขาวในระดับ Pure White บนพื้นที่สีระบบ DCI-P3 ที่มีความแม่นยำสูงสุดถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์  และยังมีชิปอัจฉริยะ TI DLP® เสริมประสิทธิภาพความเร็วในการรีเฟรชภาพด้วยอัตรา 32 ไมโครวินาทีต่อ 8.3 ล้านพิกเซล สร้างประสบการณ์ใหม่แห่งการรับชมทีวีที่สมบูรณ์แบบ  พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวเลเซอร์ ทีวี “ไฮเซ่นส์ ดูอัล คัลเลอร์” (Hisense Dual Color) ที่พัฒนาเทคโนโลยีเลเซอร์สีแดงและน้ำเงินซึ่งช่วยขยายความกว้างของช่วงสี (Wide Color Gamut) เพื่อให้ภาพที่ปรากฎมีสีสดเสมือนจริงมากที่สุดอีกด้วย

ส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่ม ULED TV ไฮเซ่นส์ได้เปิดตัวรุ่นเรือธงหลายรุ่น โดยเฉพาะรุ่นที่พัฒนาพร้อมระบบชิปไฮ-วิว (Hi-View™) และระบบการประมวลผลภาพที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้  อาทิ รุ่น ULED XD มาพร้อมกับจอแสดงผลแบบคู่ (Dual-cell ULED XD panel) สามารถเพิ่มระดับความดำและความสว่างสดใสทำให้ได้ภาพที่มีความคมชัดมากขึ้น รุ่น U9F ULED TV ให้ความละเอียดในระดับ 4K โดยใช้เทคโนโลยี Quantum Dot เพิ่มระดับเฉดสีและให้ความสว่างสูงสุดได้ถึงระดับ 2200 nit รุ่น Hisense H9F เชื่อมต่อกับระบบแอนดรอยด์ ยกระดับประสบการณ์สมาร์ททีวีด้วยความคมชัดของจอภาพและสุดยอดแห่งระบบเสียง dbx-tv รุ่น Hisense H8F เชื่อมต่อกับ Roku TV™ แพลทฟอร์มความบันเทิงที่มาพร้อมกับภาพยนตร์และซีรีย์ให้เลือกชมหลากหลาย นอกจากนี้ ยังมีทีวี Hisense Sonic One พัฒนาด้วยคอนเซปต์ Self-contained television ดีไซน์บางเฉียบขนาดความหนาเพียง 1.1 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์เครื่องเสียงในตัว

นอกจากนี้ ไฮเซ่นส์ยังได้แนะนำเทคโนโลยีอื่นๆ ต่อผู้บริโภค อาทิ Smart  Home จำลองซึ่งเชื่อมต่อกับนวัตกรรมของไฮเซ่นส์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทล็อคที่เชื่อมต่อการสั่งการกับเครื่องปรับอากาศ  อุปกรณ์ไฟฟ้า เตาอบ และตู้เย็น ซึ่งใช้เทคโนโลยีการสั่งการด้วยระบบเสียง พร้อมทั้งอวดโฉมสมาร์ทโฟนรุ่น H12 พร้อมเทคโนโลยีกล้องคู่ และรุ่น A6 ซึ่งมีสองหน้าจอ ได้แก่หน้าจอสมาร์ทโฟนและหน้าจอแบบ อี-อิงค์ ดีสเพลย์ (e-ink display) เพื่อถนอมสายตาสำหรับการอ่านหนังสือบนสมาร์ทโฟนอีกด้วย

ไฮเซ่นส์เป็นแบรนด์ทีวีที่เติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับหกในประเทศสหรัฐอเมริกา จากการจัดอันดับของเอ็นดีพี กรุ๊ป (NDP Group) บริษัทด้านการวิจัยการตลาดชั้นนำระดับโลก โดยได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มความต้องการของตลาดเทียบกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ของไฮเซ่นส์ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกระแสความต้องการของลูกค้าในอนาคต นับเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยไฮเซ่นส์ได้เป็นอย่างดี  โดยมีการขยายการลงทุนด้านศูนย์วิจัยและพัฒนาทั่วโลก และยังสร้างระบบนิเวศอันแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเพื่อตอกย้ำความมั่นใจของผู้บริโภคต่อด้านคุณภาพระดับพรีเมี่ยมในทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบจนถึงการจัดจำหน่าย

“งาน CES 2019 เป็นเวทีสำคัญที่ไฮเซ่นส์ได้อวดโฉมเทคโนโลยีทั้งในด้านความล้ำสมัยและความหลากหลาย เลเซอร์ทีวีของไฮเซ่นส์นับเป็นที่สุดแห่งการรับชมทีวีภายในบ้านและได้เปลี่ยนโฉมหน้าของตลาดทีวีระดับลักซ์ชัวรี่ไปในอีกระดับขั้น  จากการขยายการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา ผนวกกับการวางวิสัยทัศน์ของแบรนด์สำหรับอนาคต นับเป็นรากฐานสำคัญของแบรนด์ โดยความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นแรงบันดาลที่ผลักดันให้ไฮเซ่นส์เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์เพื่ออนาคตต่อไป” มร.จาง กล่าวโดยสรุป