OTHER

เนสท์เล่ ขับเคลื่อนพลังฮีโร่จากโรงเรียนสู่บ้าน ร่วมปรับพฤติกรรม สร้างเด็กสุขภาพดี

– ผนึกกำลังพันธมิตรเดินหน้าโครงการ รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี’ สู่ปีที่ 2

– ส่งเสริมความรู้สู่การปฏิบัติจริง  ขับเคลื่อนแนวคิดอย่างเป็นรูปธรรมจากโรงเรียนสู่ที่บ้าน

ช่วงปฐมวัยหรือ 5 ปีแรกของชีวิตเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของเด็ก ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม การส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมให้กับเด็กในวัยนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นในช่วงวัยต่อไป

ภาวะขาดโภชนาการเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เด็กเจ็บป่วยหรือพิการ การขาดสารอาหารเรื้อรังยังทำให้เด็กมีภาวะเตี้ย แคระแกร็น ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางร่างกายและสติปัญญา ในทางตรงกันข้าม ภาวะโภชนาการเกินส่งผลให้เด็กอ้วนและเสี่ยงเป็นโรค เช่น เบาหวานและหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย ปัจจุบัน ประเทศไทยยังประสบปัญหาทุพโภชนาการทั้งสองลักษณะในเวลาเดียวกัน จากผลสำรวจสถานการณ์เด็กไทยระหว่างปี 2558-2559 โดยองค์กรยูนิเซฟ พบเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี ประมาณ 2.5 แสนคน มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และประมาณ 1 ใน 10 คน มีภาวะเตี้ยแคระแกร็นปานกลางหรือรุนแรง ขณะเดียวกันยังพบเด็กอีกประมาณ 1 ใน 10 คน ที่มีภาวะอ้วนและเริ่มอ้วน

แม้จะมีการรณรงค์เรื่องโภชนาการมาอย่างยาวนาน แต่การแก้ปัญหาโดยมุ่งส่งเสริมโภชนาการและพัฒนาการเด็กภายในสถานศึกษาเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถคลี่คลายปัญหาให้ลดน้อยหรือหมดไปได้ ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่าย ทั้งครู แม่ครัว ผู้ปกครอง และเด็กเองจะต้องรวมพลังสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด พร้อมพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน จึงประกาศเดินหน้าสานต่อโครงการ ‘รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี’ (United for Healthier Kids) สู่ปีที่ 2โดยมีการนำเสนอภายในงานประชุมวิชาการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 11 เพื่อจุดประกายทั้งครูและผู้ปกครองในการปลูกฝังรากฐานพฤติกรรมสุขภาพของเยาวชนให้เติบโตอย่างมีสุขภาพดีในระยะยาว

คุณกนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์  ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและสื่อสารโภชนาการเพื่อสุขภาพ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด อธิบายว่า  “โครงการ ‘รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี’ มุ่งจุดประกายให้โรงเรียนและผู้ปกครองร่วมกันปลูกฝัง 3 สุขนิสัยพื้นฐานสำคัญสำหรับเด็กวัย 3-5 ปี ได้แก่ การเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพิ่มผักผลไม้ การเลือกดื่มน้ำเปล่า และขยันขยับเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น โดยโครงการฯ ได้สร้างสรรค์เครื่องมือ ‘มื้ออาหารฮีโร่’ ที่ทั้งสนุกและกระตุ้นบรรยากาศในการเรียนรู้ ซึ่งครูและผู้ปกครองสามารถนำไปใช้เพื่อกระตุ้นความสนใจให้เด็กๆ ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและปลูกฝังความรู้ที่ถูกต้องทางด้านโภชนาการที่สนุกสนาน ประกอบด้วย ถาดและแก้วน้ำฮีโร่ที่สามารถกำหนดอาหารที่หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมแก่เด็กทุกมื้อ เมนูอาหารฮีโร่ที่ช่วยให้การปรุงอาหารที่ได้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนเป็นเรื่องง่ายๆ สมุดฮีโร่พร้อมสติกเกอร์สำหรับติดตามผลและให้รางวัลเด็กเมื่อมีการปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ และคู่มือสร้างฮีโร่ที่มาพร้อมกับเคล็ดลับสำหรับพ่อแม่ในการปลูกฝังพฤติกรรมและการใช้ชีวิตให้เด็กมีสุขภาพดีผ่านทางเฟซบุ๊ก United for Healthier Kids TH ซึ่งคุณครูและผู้ปกครองสามารถนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทและสิ่งแวดล้อมของตนเองได้”

ตลอดหนึ่งปีของการดำเนินโครงการฯ คุณกนกทิพย์ เปิดเผยว่าพบแนวโน้มที่ดีในการปรับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพของเด็กวัย 3-5 ขวบ โดยเฉพาะภายในโรงเรียนที่ร่วมโครงการฯ โดยคุณครูมีความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลโภชนาการเด็กในโรงเรียน และเด็กหันมาทานผักโดยไม่ต้องบังคับ เลือกดื่มน้ำเปล่า และขยันขยับออกกำลังกายมากขึ้น เมื่อได้ขยายผลสู่ที่บ้าน พบว่าผู้ปกครองมีความรู้และตระหนักถึงความสำคัญของพฤติกรรมการกินที่ดีขึ้น แต่ยังขาดการลงมือทำ จึงไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ดังนั้น เป้าหมายของโครงการฯ ในปีที่ 2 นี้ จึงมุ่งเน้นที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กโดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนที่ผู้ปกครองก่อน ด้วยการใช้ทักษะจิตวิทยาในการสื่อสารเพื่อสร้างแรงจูงใจแทนที่การสั่งหรือบังคับ ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งในครอบครัว และสร้างแรงเสริมในเชิงบวกให้เด็กสามารถเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมได้ด้วยความสมัครใจอย่างมีความสุข และสั่งสมเป็นนิสัยในระยะยาวได้ในที่สุด

อาจารย์รณสิงห์ รือเรือง นักจิตวิทยาคลินิก ระดับชำนาญการพิเศษ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ (เชียงใหม่) อธิบายว่า “การดำเนินโครงการเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กในหลายๆ ครั้งไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากเด็กรู้สึกเหมือนถูกบังคับ จึงไม่ยอมปฏิบัติตาม ดังนั้น ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองอยากให้เด็กเปลี่ยน จะต้องปรับเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนการสื่อสารกับลูกด้วยหลักจิตวิทยา”

อาจารย์รณสิงห์ ได้ยกตัวอย่าง 4 ขั้นตอนในการสื่อสารเพื่อให้ลูกเปลี่ยน โดยเริ่มจากพ่อแม่ต้องเข้าหาเด็ก แทนที่จะตะโกนเรียกเด็กให้เข้าหา เพื่อแสดงความให้เกียรติเขา ต่อจากนั้นจึงชวนคุยในเรื่องที่เด็กสนใจหรือกำลังทำสิ่งนั้นอยู่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรที่เข้าใจลูกเสมอ หลังจากนั้น ถ้าพ่อแม่ต้องการให้ลูกทำในสิ่งที่เราต้องการให้ทำ แทนที่จะสั่งลูก ให้เปลี่ยนมาใช้คำพูดในเชิงแสดงความคิดเห็นว่าหลังจากนี้แล้ว ลูกจะช่วยทำสิ่งนี้ต่อให้พ่อแม่ได้หรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นการเปิดให้เด็กได้ตัดสินใจเอง ทำให้เด็กรู้สึกอยากทำด้วยตนเอง ไม่ได้เป็นการถูกบังคับ เด็กจึงอยากแสดงความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตน สุดท้าย เมื่อลูกสามารถทำตามที่ตกลงกับพ่อแม่ได้แล้ว พ่อแม่จะต้องชื่นชม เพื่อกระตุ้นให้เด็กอยากทำอีก ทั้งหมดนี้คือแนวทางการสื่อสารด้วยหลักจิตวิทยาที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก รวมไปถึงในด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย

ด้านนางกุสุมา อินธ์สาร คุณแม่ของน้องไอคิว ซึ่งได้เข้าร่วมโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี เปิดเผยว่า “ก่อนหน้านี้ได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปที่ทางโครงการฯ จัดขึ้นสำหรับผู้ปกครอง และได้เรียนรู้ว่าการพูดโน้มน้าวลูกให้เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นทักษะที่ต้องอาศัยหลักจิตวิทยามาช่วย จากเดิมที่คิดว่าแม่จะสั่งอะไรก็ได้ ลูกต้องทำตาม เมื่อได้มาเรียนรู้จากวิทยากรโครงการฯ ทำให้ความคิดเปลี่ยนไป จากที่เคยออกคำสั่งเสียงดังกับลูก และลูกจะตะโกนเสียงแข็งตอบกลับมาเสมอ เมื่อได้ลองเปลี่ยนมาทำตาม 4 ขั้นตอนในการสื่อสารที่อาจารย์รณสิงห์แนะนำ แรกๆ ยังไม่ได้ผล แต่พยายามอดทนและเข้าหาลูกก่อนเสมอ ภายในเวลา 2-3 สัปดาห์ เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง จนปัจจุบันลูกพูดเพราะและเชื่อฟังคุณแม่มากขึ้น เช่นเดียวกับในเรื่องของโภชนาการ ก่อนหน้านี้น้องไอคิวจะติดน้ำหวานมาก เพราะแม่ซื้อเตรียมไว้ให้ทุกเย็น เลิกเรียนแล้วต้องกลับมาดื่มตลอด แต่เมื่อเข้าร่วมโครงการฯ คุณแม่ได้เปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าแทน น้องไอคิวก็ไม่ได้โกรธคุณแม่ และยังตอบกลับมาว่า ‘ดีแล้วเพราะคุณครูบอกว่าน้ำเปล่ามีประโยชน์มากกว่า’ เห็นได้ชัดว่าโครงการฯ ช่วยให้ลูกปรับพฤติกรรม เพราะเขาได้เรียนรู้ทั้งจากที่โรงเรียนและที่บ้าน โครงการนี้มีประโยชน์ต่อครอบครัวจริงๆ ค่ะ”

ด้านดร. สุพรรัตน์ สัตตธนชัยภัทร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนัง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนนำร่องของโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี เปิดเผยถึงความรู้สึกที่ได้ดำเนินโครงการฯ ว่า “โครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี ได้เข้ามาช่วยเหลือให้คุณครูสามารถดูแลสุขภาพของเด็กนักเรียนในโรงเรียนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับวัย มีการจัดอบรมให้ความรู้เพื่อสร้างครูโภชนาการให้กับโรงเรียน รวมทั้งมอบอุปกรณ์เครื่องมือที่ช่วยลดภาระคุณครูในการดูแลและวัดผลสุขภาพของเด็ก นอกจากนี้ โครงการฯ ยังขยายผลต่อยอดไปสู่ครอบครัวของเด็ก จึงทำให้เราสามารถพัฒนาสุขภาพของนักเรียนได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยที่ในช่วงปิดภาคเรียน เด็กๆ ยังคงรักษาพฤติกรรมด้านโภชนาการที่ดีไว้ได้ด้วยความช่วยเหลือดูแลจากพ่อแม่ เมื่อผู้ปกครองร่วมด้วย ดิฉันเชื่อว่าในระยะยาว โครงการฯ จะสามารถขับเคลื่อนการแก้ปัญหาด้านโภชนาการเด็กไทยได้อย่างดีเยี่ยมยิ่งขึ้นค่ะ”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในฐานะที่ปรึกษาโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี ผมติดตามโครงการนี้มาโดยตลอด จึงได้เห็นความมุ่งมั่นของทีมงานทุกฝ่ายในการรวมพลังเพื่อสร้างเด็กสุขภาพดี และได้เห็นการปรับปรุงเชิงคุณภาพของโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของ

ความร่วมมือกับโรงเรียน คุณครู นักเรียน และการขยายผลไปสู่ที่บ้าน และล่าสุดยังมีการนำหลักจิตวิทยามาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก ผมขอชื่นชมและขอบคุณทุกๆ ฝ่ายที่ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการขับเคลื่อนโครงการฯ นี้เพื่อสร้างอนาคตของชาติให้มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน”

ทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี” (United for Healthier Kids) ผ่าน Facebook.com/U4HKThailand หรือค้นหา United for Healthier Kids TH ผ่าน Facebook

ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี” (United for Healthier Kids)

บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผนึกกำลังกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และกลุ่มรักลูก (บริษัทอาร์แอลจี จำกัด) เปิดตัวโครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี” (United for Healthier Kids) เมื่อ 14 มิ.ย. 2559 เพื่อจุดประกายพ่อแม่ และผู้มีส่วนร่วมในการดูแลเด็ก เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่วัย 3-12 ปีที่แข็งแรงโดยการปลูกฝัง 3 สุขนิสัยสำคัญ ได้แก่ การกินอาหารให้หลากหลายเพิ่มผักผลไม้ เลือกดื่มน้ำเปล่า และขยันขยับ เคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น พร้อมสร้างสรรค์ “มื้ออาหารของฮีโร่” (Hero Meal) เครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นการปรับเปลี่ยนและปลูกฝังพฤติกรรมที่พึงประสงค์เหล่านี้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีสุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน

สารถึงบรรณาธิการ

เนสท์เล่เป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลก ครอบคลุม 191 ประเทศทั่วโลก พนักงานเนสท์เล่กว่า 328,000 คนต่างมีพันธสัญญาต่อเจตนารมณ์ของเนสท์เล่ในการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิต เสริมสร้างสุขภาพดีสู่อนาคต เนสท์เล่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับผู้คนและสัตว์เลี้ยงครอบคลุมในทุกช่วงวัย มากกว่า 2,000 แบรนด์ ทั้งที่เป็นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก เช่น เนสกาแฟ เนสเปรสโซ ตลอดจนแบรนด์ที่เป็นที่ชื่นชอบในท้องถิ่นอย่าง ตราหมี หรือมิเนเร่ บริษัทฯ ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์ด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี ปัจจุบัน เนสท์เล่ก่อตั้งมานานกว่า 150 ปี โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเวเวย์ประเทศสวิตเซอร์แลนด์