Media OutReach

Latest Press Releases 2021-02-22T23:23:14+08:00 http://www.media-outreach.com/release.php/RSS 2021-02-18T11:30:00+08:00 2021-02-18T10:31:09+08:00

ผู้ให้บริการนิวส์ไวร์พร้อมปักหลักเติบโตในเอเชียด้วยการเปิดสำนักงานแห่งที่ 7 ในภูมิภาคนี้

 

ฮ่องกง – Media OutReach – วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 – วันนี้ Media OutReach ผู้ให้บริการข่าวสารในรูปแบบนิวส์ไวร์ระดับโลกรายแรกที่ก่อตั้งขึ้นที่ฮ่องกงเมื่อปีพ.ศ. 2552 ประกาศขยายธุรกิจเข้าสู่จีนด้วยการเป็นพันธมิตรกับ Xinhua Finance Agency (XFA) อันเป็นกลยุทธ์สำคัญ เนื่องจาก XFA เข้าใจในความต้องการของลูกค้าท้องถิ่นเป็นอย่างดีจากการทำงานใกล้ชิดกับชุมชนธุรกิจในประเทศจีน

 

XFA มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับสำนักข่าวซินหัว และเป็นสมาชิกของความร่วมมือสารสนเทศด้านเศรษฐกิจหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Economic Information Partnership หรือ BREIP) ความร่วมมือซึ่งริเริ่มโดยสำนักข่าว ซินหัวและมีผู้ร่วมก่อตั้งเป็นสำนักข่าวและผู้ให้บริการสารสนเทศกว่า 30 แห่ง ในประเทศบนเส้นทางสายไหมใหม่ เพื่อส่งเสริมการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกผ่านบริการด้านข่าวสาร ในฐานะสมาชิกของ BREIP องค์กร XFA มีเครือข่ายกว้างขวางในอุตสาหกรรมข่าวและสื่อ รวมทั้งอยู่ในฐานะที่จะให้บริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ไปทั่วประเทศจีนภายใต้ความร่วมมือกับ Media OutReach

 

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทนของ Media OutReach ในประเทศจีน การรวมเอาความรู้ความชำนาญในตลาดของ XFA เข้ากับเครือข่ายสื่อทั่วโลกของ Media OutReach เป็นสูตรแห่งความสำเร็จ เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะยกระดับบริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ในจีนให้มีประสิทธิภาพคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เราตั้งตารอที่จะได้ทำงานร่วมกับ Media OutReach” Nick Ng ประธานของ XFA กล่าว

 

ความร่วมมือครั้งนี้ยิ่งทวีความแข็งแกร่งเพราะ XFA ตกลงเป็นพันธมิตรด้านคอนเทนต์ของ Media OutReach ในจีนและประเทศแถบเส้นทางสายไหม ข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งหมดที่เผยแพร่โดย Media OutReach จะได้รับการโพสต์ลงบนเว็บไซต์ข่าวของ XFA ในสามภาษาเพื่อให้เข้าถึงชุมชนธุรกิจได้อย่างกว้างขวาง

 

“สำหรับลูกค้าบางราย บริการของเรานำมาซึ่งการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจและโอกาสในการลงทุน เมื่อเรื่องราวของพวกเขาได้สื่อสารออกไปในข่าว การเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนในกิจกรรมระดมทุนต่างๆ” Jennifer Kok ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Media OutReach กล่าว

 

Media OutReach นำผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์ ผู้สื่อข่าว และบรรณาธิการในจีนมาพบปะกัน เพื่อเสริมสร้างระบบเผยแพร่ข่าวสารครบวงจร ระบบนี้ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์ทำความรู้จักกับผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการในภูมิภาคเป้าหมายได้

 

“เรามีฐานข้อมูลรายชื่อสื่อขนาดใหญ่ที่เราใช้ส่งข่าวของลูกค้าตรงสู่กล่องจดหมายของผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการข่าวทุกประเภท เพื่อให้เกิดการนำเสนอข่าวให้มากที่สุด ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์กับสื่อในประเทศเป้าหมาย ระบบเผยแพร่ข่าวของเราช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารในจีนสามารถสร้างความสัมพันธ์กับสื่อในเอเชียแปซิฟิก สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และภูมิภาคอื่นๆ ได้” Jennifer Kok กล่าว

 

Media OutReach ยังเป็นนิวส์ไวร์รายแรกที่การันตีจำนวนข่าวที่ได้รับการตีพิมพ์ออนไลน์บนสื่อชื่อดังในแต่ละภาษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเทศที่เผยแพร่ข่าวด้วย สำหรับการเผยแพร่ข่าวในจีนแต่ละครั้ง ได้รับข่าวตีพิมพ์ออนไลน์เกือบ 300 ชิ้น ซึ่งรวมถึงเว็บไซต์ข่าวชั้นนำ อาทิ Netease (网易网) ,Sohu (搜狐网), Sina China (新浪看点), Tencent (腾讯企鹅号),TouTiao (今日头条), iFeng (凤凰网), Zhong Guo Wang (中国网), Xueqiu (雪球), EastMoney (东方财富), Xinhua Finance (新华财金社), Xinhua Business (新华商讯), China Finance (中华财经), The Xinhua (新华在线) และอื่นๆ อีกมาก

 

“เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในจีน เราได้แปลรายงานผลการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนแบบย่อ เพื่อแสดงถึงความทุ่มเทที่เรามีให้กับตลาดในประเทศจีนและลูกค้าท้องถิ่น ด้วยบริการเสริมนี้ เราจึงเป็นนิวส์ไวร์ระดับโลกเพียงรายเดียวที่นำเสนอรายงานผลหลังการเผยแพร่ข่าวเป็นภาษาจีน” Jennifer Kok ย้ำ

 

รายงานผลการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ของ Media OutReach ที่มาพร้อมกับ “ข้อมูลสื่อและนักข่าวเชิงลึก” ช่วยให้ นักประชาสัมพันธ์รู้ว่าบรรณาธิการและผู้สื่อข่าวกี่คนอ่านข่าวประชาสัมพันธ์ชิ้นนั้น โดยแยกตามสื่อและตามประเทศ สำหรับเอเชียแปซิฟิก สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบริษัทจีน ที่กำลังมองหาวิธีสร้างความโดดเด่นในเวทีโลก ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัทได้รับความสนใจจากสื่อมากเพียงใด ทั้งยังเป็นการวางรากฐานในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการในประเทศที่บริษัทกำลังดำเนินแคมเปญสื่อสารอยู่อีกด้วย

 

เกี่ยวกับ Media OutReach

Media OutReach ก่อตั้งขึ้นที่ฮ่องกงในปีพ.ศ. 2552 เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์มัลติมีเดียหลายภาษาสู่บรรณาธิการและผู้สื่อข่าวเป้าหมายโดยตรง พร้อมจัดทำรายงานแสดงผลอัตโนมัติ บริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัทรองรับความต้องการของเอเจนซี่ประชาสัมพันธ์ การตลาดเพื่อสังคม การตลาดดิจิทัล ด้วยบริการ

ยุคใหม่ที่การันตีจำนวนข่าวที่ได้รับการตีพิมพ์ออนไลน์บนเว็บไซต์ข่าวจริง

 

จากฮ่องกง บริษัทขยายสู่ระดับภูมิภาคและนานาชาติด้วยสำนักงานในสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมทั้งพันธมิตรในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป ปัจจุบัน Media OutReach เติบโตเป็นผู้ให้บริการนิวส์ไวร์ระดับโลกรายแรกที่ก่อตั้งขึ้นในภูมิภาคในเอเชียแปซิฟิกรายเดียวที่มีเครือข่ายเป็นของตนเองใน 24 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัทเป็นเจ้าของฐานข้อมูลนักข่าวกว่า 130,000 รายและหุ้นส่วนเนื้อหากว่า 460 ราย จึงการันตีจำนวนข่าวที่ได้รับการตีพิมพ์ออนไลน์บนเว็บไซต์ข่าวจริงได้ ตลอดจนจัดทำรายงานหลังการเผยแพร่ข่าวที่พร้อมด้วยข้อมูลเชิงลึกและตัวชี้วัดต่างๆ ครบครัน

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ที่ https://www.media-outreach.com/

 

เกี่ยวกับ Xinhua Finance Agency

Xinhua Finance Agency (XFA) ทุ่มเทให้กับการรายงานข่าวสารข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับโลกธุรกิจในจีนให้กับสถาบันการเงินระดับโลก และตั้งเป้าเป็นบริษัทด้านฟินเทคที่เป็นเสมือนสะพานเชื่อมจีนกับประเทศโพ้นทะเลอื่นๆ ธุรกิจหลักของ XFA รวมถึงงานด้านข่าวสารและข้อมูล บริการด้านประชาสัมพันธ์ การจัดประชุมสัมมนาเพื่อส่งเสริมการลงทุน และบริการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนข้ามเขตแดน

 

XFA เปรียบเสมือนประตูสู่ใจกลางโลกธุรกิจของจีน โดยนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่างๆ ให้แก่นักลงทุนระดับโลกเพื่อความสำเร็จในโลกธุรกิจจีนปัจจุบัน

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Xinhua Finance กรุณาเยี่ยมชมที่: http://en.xfafinance.com/html/About/background.html

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/65409#Contact Media OutReach https://www.media-outreach.com/release.php/Images/125077/MOR-Logo-300-jpg.jpeg 2021-02-16T13:45:00+08:00 2021-02-16T13:50:54+08:00

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – Media OutReach – วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 – ผู้ให้บริการสรรหาบุคคลากร Michael Page Thailand เปิดตัวรายงานประจำปี Talent Trends 2021 Report ที่จับตามองตลาดงานไทย แม้ว่ากิจกรรมการจ้างงานจะลดลงร้อยละ 37 ในปี 2563 ระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เริ่มมีสัญญาณบวกโดยบริษัทในไทยร้อยละ 33 มองหาพนักงานเพิ่ม ในขณะที่ร้อยละ 32 ยังคงสถานะเดิมไว้ในปี 2564

 

Kristoffer Paludan ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคของ Michael Page ประเทศไทย

 

Kristoffer Paludan ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคของ Michael Page ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยนั้นเป็นเช่นเดียวกับตลาดอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิก ที่ภาคเทคโนโลยียังคงลอยตัวและพลิกฟื้นกลับมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีคอมเมิร์ซและธุรกิจที่พึ่งพาอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก ธุรกิจผลิตอาหารก็เช่นกันที่ไปได้ดี และมีส่วนช่วยพยุงกิจการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ เคมีภัณฑ์ เกษตรกรรม ตลอดจนเทคโนโลยีการเกษตร

 

เมื่อคำนึงถึงอุปทานด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจที่มีกิจกรรมการจ้างงานสูงที่สุดคือ อุตสาหกรรมการผลิต สินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยีและโทรคมนาคม การดูแลสุขภาพและยา ตลอดจนค้าปลีก

 

รายงานระบุว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังเป็นตัวเร่งกระบวนการแปลงเป็นดิจิทัล ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทในไทยได้ปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการปรับเปลี่ยนมาสู่รูปแบบดิจิทัลได้ในระยะเวลาอันสั้นอย่างน่าประทับใจ เทคโนโลยีอย่างระบบเสมือนจริงและคลาวด์ ช่วยให้ธุรกิจหลายต่อหลายแห่งทำงานได้คล้ายภาวะปกติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

รายงานระบุว่าร้อยละ 67 ของผู้ที่ทำงานด้านเทคโนโลยีในไทยกำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ในปี 2564 ในขณะที่อีกร้อยละ 31 แม้ไม่ได้กำลังมองหา แต่ทว่าไม่ปิดกั้นหากมีข้อเสนอที่ดีเข้ามา เมื่อพิจารณาถึงการแข่งขันในการสรรหาพนักงานด้านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงแล้ว Kristoffer Paludan มีความเห็นว่า “การโยกย้ายในสายงานนี้มีเหตุผลหลักมาจากธรรมชาติของธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป องค์กรด้านนี้ล้วนแล้วแต่เคลื่อนไหวไม่อยู่นิ่ง จึงนำมาซึ่งการเรียนรู้อย่างก้าวกระโดดและโอกาสเติบโตสู่ระดับภูมิภาคในระยะกลางถึงระยะยาว”

 

เพื่อเพิ่มพูนทักษะให้กับพนักงานและรองรับการกลับมาฟื้นตัวของธุรกิจในปี 2564 ร้อยละ 42 ของบริษัทในไทยกล่าวว่ายังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องในการฝึกอบรมด้านต่างๆ ในขณะที่บริษัทร้อยละ 46 หันไปใช้ระบบอัตโนมัติในกระบวนการขั้นพื้นฐาน

 

พนักงานชาวไทยยังคงใช้ข้อมูลที่มีอยู่มากเป็นหลักในพิจารณางานใหม่ ร้อยละ 40 ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาศึกษาข้อมูลของบริษัทโดยละเอียดก่อนที่จะสมัครงานกับบริษัทนั้น

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/65247#Contact Michael Page Thailand https://www.media-outreach.com/release.php/Images/124964/Kristoffer-Paludan.jpg 2021-02-09T10:30:00+08:00 2021-02-09T10:19:24+08:00

ข้อเท็จจริงในข่าว:

 

  • ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่รองรับการทำงานแบบนิวนอร์มอล ประกอบด้วยโน้ตบุ๊กเพื่อการใช้งานทางธุรกิจประสิทธิภาพสูง ที่มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ i7 vPro® เจเนอเรชั่น 11
  • โน้ตบุ๊กน้ำหนักเบาตัวเด่นในกลุ่ม LIFEBOOK U9 น้ำหนักเริ่มต้นเพียง 756 กรัม
  • โน้ตบุ๊กพรีเมี่ยมพกพาสะดวกในกลุ่ม LIFEBOOK U7 ขนาดเล็กลงและบางกว่ารุ่นก่อน สูงสุดถึงร้อยละ 15

 

 

ฮ่องกง- Media OutReach – วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 – วันนี้ ฟูจิตสึเปิดตัว LIFEBOOK โน้ตบุ๊กที่ปรับการออกแบบใหม่ให้สอดรับกับสไตล์การทำงานทุกวันนี้ โน้ตบุ๊กฟูจิตสึ LIFEBOOK ซีรีย์ U9, U7 และ E5 ใหม่ใช้ระบบประมวลผล สูงสุดถึงโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ i7 vPro®เจเนอเรชั่น 11 พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมในทุกด้าน

 

 

ดีไซน์บางเบาแต่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ฟูจิตสึ LIFEBOOK U9311 เจเนอเรชั่นใหม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อวิถีนิวนอร์มอลยุคใหม่ โดยใช้ระบบประมวลผล สูงสุดถึงโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ i7 vPro® เจเนอเรชั่น 11 ตัวเครื่องมีขนาดเล็กลง ทรงพลังขึ้น น้ำหนักเบากว่าเดิม เพียง 756 กรัม — นับเป็นดาวเด่นของ LIFEBOOK กลุ่มนี้ นอกจากนั้นยังมี LIFEBOOK U9311X1 ที่พับได้และเบาราวกับขนนก ด้วยหน้าจอ FHD แบบสัมผัสที่กว้างถึง 13.3 นิ้ว, ปากกา AES พร้อมเทคโนโลยี WACOM, กล้องหลัง และชุดอินเทอร์เฟสต่างๆ ครบครัน จึงเหมาะมากสำหรับการทำงานจากภายนอกสำนักงาน

 

ปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับกับสไตล์การทำงานในโลกจริงปัจจุบัน

LIFEBOOK U7 มีจำหน่ายในขนาดยอดนิยม2 ด้วยดีไซน์หน้าจอเกือบไร้ขอบ3 ทั้งรุ่น 14 นิ้ว และ 15.6 นิ้ว ตัวเครื่องนั้นบางกว่าและขนาดเล็กกว่าเจเนอเรชั่นก่อน สูงสุดถึงร้อยละ 15 ลุคที่เพรียวบางพร้อมสีเงินวอร์ม ซิลเวอร์ส่งให้โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่นี้โดดเด่นสะดุดตา โน้ตบุ๊กในตระกูล LIFEBOOK นั้นล้วนน่ามองด้วยดีไซน์หน้าจอที่เกือบไร้ขอบและชิปกราฟฟิก Intel® IRIS® Xe ซึ่งให้ภาพที่น่าตื่นตะลึง เหมาะสำหรับการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่เน้นภาพกราฟฟิกสวยงาม

 

สร้างมาเพื่อการประชุมทางไกล: กล้องความละเอียดสูง HD ในตัวสามารถปิดได้ด้วยชัตเตอร์เพื่อความเป็นส่วนตัวขนาดจิ๋ว4และยังมีฟิลเตอร์ ePrivacy ช่วยปรับมุมมองที่บุคคลอื่นสามารถมองเห็นหน้าจอได้แคบลง5 การใช้ไมโครโฟนสองตัวร่วมกันพร้อมเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน ส่งให้ LIFEBOOK รุ่นนี้ให้เสียงที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

การออกแบบที่เน้นความปลอดภัย: LIFEBOOK รุ่นใหม่ติดตั้ง Windows Hello และมีระบบยืนยันตัวตนโดยอาศัยข้อมูลทางชีวมิติแบบปราศจากการสัมผัส PlamSecureTM ของฟูจิตสึ เพื่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยขั้นสูงสุด ซีรีย์ใหม่นี้ยังมี Intel® Hardware Shield ซึ่งมีเพียงบนแพลตฟอร์ม Intel® vPro® เท่านั้น เพื่อการรักษาความปลอดภัยด้วยฮาร์ดแวร์อย่างครบถ้วนสำหรับธุรกิจรวมถึงการรักษาความปลอดภัยในระดับที่ลึกกว่าระบบปฏิบัติการ การปกป้องแอพพลิเคชั่นและข้อมูล ตลอดจนการแจ้งเตือนการคุกคามที่ล้ำสมัย

 

การเชื่อมต่อชั้นยอด: LIFEBOOK ซีรีย์ใหม่ล่าสุดนำเสนอการเชื่อมต่อที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโน้ตบุ๊กระดับเดียวกันด้วยพอร์ต LAN, HDMI, USB-A และ ThunderboltTM 4 ที่ครบถ้วนสำหรับการชาร์จด่วน การโอนย้ายไฟล์อย่างรวดเร็ว และการต่อเชื่อมเข้ากับจอแสดงผล ด้วยสายเพียงแค่เส้นเดียว แบตเตอรี่สี่เซลล์ขนาดพลังไฟฟ้า 65 วัตต์ชั่วโมงรุ่นใหม่ ช่วยให้สามารถใช้ได้ตลอดวันทำงานโดยไม่ต้องชาร์จไฟผ่านสายเคเบิล

 

LIFEBOOK E5 แพลตฟอร์มประสิทธิภาพสูงสำหรับธุรกิจ

ฟูจิตสึยังแนะนำซีรีย์ LIFEBOOK E5 เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งตัวเครื่องมีความแข็งแรง พร้อมติดตั้งฟังก์ชั่นด้านความปลอดภัยเอาไว้อย่างครบครัน ทั้ง PlamSecureTM Sensor7 ของฟูจิตสึ หัวอ่านสมาร์ทการ์ดในตัว7 และ TPM7 พร้อมชัตเตอร์สำหรับกล้องเพื่อความเป็นส่วนตัวที่ซ่อนไว้อย่างเนบเนียน คุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์ต่างๆ อย่างเช่นช่องเปิดเพื่อการอัพเกรดด้วยตนเองก็มีมาให้อย่างครบถ้วนในเจเนอเรชั่นใหม่นี้

 

ราคาและการวางจำหน่าย

กำหนดการวางจำหน่าย LIFEBOOK ใหม่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและภูมิภาค ราคาผลิตภัณฑ์แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศตามรายละเอียดของอุปกรณ์

 

หมายเหตุ:

1 LIFEBOOK U9311X มีจำหน่ายเฉพาะในบางภูมิภาคและบางประเทศเท่านั้น

2 ผลิตภัณฑ์ใหม่มีด้วยกันทั้งหมดสามรุ่น: LIFEBOOK U7311(13.3″), U7411(14″) และ U7511 (15.6″)

3 มีใน LIFEBOOK U7411 และ U7511

4 มีใน LIFEBOOK U9311 ซีรีย์ U7 และซีรีย์ E5

5 มีใน LIFEBOOK U7311 และ U7411 (ออปชั่นเสริม)

6 มีใน LIFEBOOK U7411 และ U7511

7 ออปชั่นเสริม

 

www.fujitsu.com/lifebook-ap

เฟซบุ๊ก: www.facebook.com/fujitsu.business

เกี่ยวกับ ฟูจิตสึ

ฟูจิตสึ เป็นบริษัทญี่ปุ่นชั้นนำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่มีผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการทางเทคโนโลยีครบวงจร ปัจจุบัน ฟูจิตสึ มีบุคลากรให้บริการลูกค้าประมาณ 130,000 คนในมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เราใช้ประสบการณ์และศักยภาพของ ICT เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามให้กับลูกค้าของเรา ฟูจิตสึ (TSE: 6702) มียอดขายรวมทั้งกลุ่มบริษัทที่ 3.9 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ www.fujitsu.com

 

ชื่อบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่ให้ไว้ในข่าวประชาสัมพันธ์นี้ถูกต้อง ณ เวลาเผยแพร่และอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

https://www.media-outreach.com/release.php/View/64373#Contact Fujitsu Business Technologies (Asia Pacific) https://www.media-outreach.com/release.php/Images/123516/Fujitsu-LIFEBOOK-U9311-01.jpg 2021-02-04T15:15:00+08:00 2021-02-04T13:32:07+08:00

#TUMIGoesVirtual

 

ฮ่องกง – Media OutReach – วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 – TUMI แบรนด์หรูผู้นำระดับโลกด้านสินค้าท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์เปิดตัวสตูดิโอ TUMI Virtual Store โชว์รูมเสมือนจริงสุดล้ำเพื่อเผยโฉมคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ 2021 พร้อมมอบประสบการณ์ผ่านหลายช่องทางอย่างเต็มอิ่ม และเหนือกว่าให้กับลูกค้าทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง

 


ด้วยการสร้างสรรค์ใหม่ในยุคดิจิทัลที่เชื่องโยงลูกค้าเข้ากับแบรนด์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ร้านเสมือนจริง TUMI Virtual Store สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าออกเดินทางเลือกสรรสินค้าผ่านทัชพอยต์ต่างๆ ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี แขกผู้มาเยือนสามารถสัมผัสผลิตภัณฑ์ของ TUMI ผ่านเทคโนโลยีฉายภาพสามมิติครบ 360 องศา และเลือกซื้อหาคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ 2021 ได้อย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมแชร์ภาพสวยสู่โลกโซเชียลด้วย TUMI Magic Mirror หรือจะเล่นมินิเกมบนอินสตาแกรมก็ย่อมได้

 

เพื่อเป็นการต่อยอดประสบการณ์ช้อปแบบผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ TUMI O2O (“Online to Offline” หรือ “Offline to Online”) ร้านเสมือนจริงแห่งนี้เชื่อมโยงช่องทางจำหน่ายต่างๆ ของ TUMI เข้าด้วยกันผ่านฟังก์ชั่น “แชทแอนด์ช้อป” เพื่อการจับจ่ายที่สะดวกสบาย ลูกค้าที่มาเยี่ยมชมร้านเสมือนจริงสามารถสอบถามถึงสินค้ากับพนักงานขายและสั่งซื้อได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของแต่ละประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าที่แวะมายังร้านค้าสาขาของ TUMI ในภูมิภาคนี้ ยังสามารถรับชมร้านเสมือนจริงได้จากแท่นคีออสที่ตั้งอยู่ภายในร้านเพื่อยกระดับประสบการณ์ช้อปออฟไลน์

 

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้บริการลูกค้าในทุกที่ ร้านเสมือนจริงนี้จึงช่วยเพิ่มอีกหนึ่งมิติให้กับแผนพัฒนาช่องทางการขายแบบผสมผสานของ TUMI การเปิดตัว TUMI Virtual Store ครั้งแรกของภูมิภาคซึ่งเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวสำคัญของแบรนด์นี้ จะมีพิธีเปิดผ่านไลฟ์สตรีม พร้อมเผยโฉมคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ 2021 ในวันพฤหัสที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 19.00น. GMT+8 ที่ https://virtualstore.tumi-asia.com/

 

“TUMI Virtual Store นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของแบรนด์ ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมาเราได้ริเริ่มประสบการณ์ด้านดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อช่วยยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า ร้านเสมือนจริงแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าถึงลูกค้าไม่ว่าจะอยู่แห่งใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าในปี 2020 ยิ่งเน้นให้เห็นถึงแนวโน้มนี้ และตอกย้ำว่าเราต้องเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์น่าตื่นใจและเปี่ยมความหมายทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล ด้วย TUMI Virtual Store และกิจกรรมไลฟ์สดทั่วภูมิภาค เรายินดีต้อนรับแฟนๆ ของแบรนด์เข้าชมคอลเลกชั่นใหม่สำหรับฤดูใบไม้ผลิ 2021 นี้” Adam Hershman รองประธานของ TUMI เอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางกล่าว

 

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/63813#Contact TUMI https://www.media-outreach.com/release.php/Images/122613/TUMI-Virtual-Store.png 2021-02-01T16:00:00+08:00 2021-02-01T15:43:58+08:00

ผู้นำด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้ขยายขอบข่ายการเป็นพันธมิตรออกไปยัง ทีมหญิง Manchester City Women และ New York City Football Club อีกด้วย

 

สิงคโปร์ – Media OutReach – วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 – Midea หนึ่งในผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านชั้นนำระดับโลก ได้ประกาศขยายความร่วมมือและขอบข่ายพันธมิตรระดับโลกกับ City Football Group

 

(ซ้ายไปขวา) Brando Brandstaeter, Head of Brands & Communications, Midea Group’s International Business Division และ Stephan Cieplik, SVP of Global Partnerships, City Football Group เซ็นสัญญาการขยายพันธมิตร ที่เซี่ยงไฮ้ในเดือนธันวาคม 2563

 

ความสัมพันธ์ที่ Midea มีกับ City Football Group เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 เมื่อบริษัทก้าวเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของ Manchester City และหลังจากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในปีแรก จึงมีการขยายความสัมพันธ์โดยเพิ่มทีมหญิง Manchester City Women และสโมสรฟุตบอล New York City

 

จุดเด่นของการเป็นพันธมิตรในปี 2563 คือ #MideaHomeChallenge แคมเปญระยะเวลาหกสัปดาห์ซึ่ง ผู้เล่น ผู้ฝึกสอน นักเตะระดับตำนาน และแฟนๆ ร่วมเล่นกิจกรรมสุดท้าทายและทริกช็อตต่างๆ โดยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของตน แคมเปญสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผู้เข้าร่วมและกดไลค์หลายล้านครั้งนี้ เป็นกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนฟุตบอลทั่วโลก ที่ต้องติดอยู่กับบ้านระหว่างช่วงเวลาของการล็อกดาวน์

 

Midea จะยังคงเดินหน้าจัดทำแคมเปญดิจิทัลในระดับโลก ภูมิภาค และท้องถิ่น ร่วมกับทีมชายและทีมหญิงของ Manchester City ตลอดจนแสดงตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ทั่วสนามกีฬา Etihad Stadium และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ของสโมสรต่อไป

 

Stephan Cieplik ผู้ดำรงตำแหน่ง Senior Vice President Global Partnerships Sales ของ City Football Group กล่าวว่า “การเป็นพันธมิตรกับ Midea ประสบความสำเร็จอย่างสูงนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2563 แคมเปญ Midea Home Challenge เป็นหนึ่งในแคมเปญที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเรา ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างการมีส่วนร่วมในโลกดิจิทัลเท่านั้นแต่ยังช่วยให้แฟนๆ ทั่วโลกได้สนุกสนานไปกับกิจกรรมอันท้าทายระหว่างที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านอีกด้วย Midea เป็นแบรนด์ที่มีจิตวิญญาณเช่นเดียวกับ Manchester City และเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขยายความร่วมมือไปยังทีมอื่นๆ ในสังกัด City Football Group”

 

Brando Brandstaeter ผู้ดำรงตำแหน่ง Head of Brands & Communications ของ Midea Group ส่วนงาน International Business Division กล่าวว่า “เราตื่นเต้นที่ได้ประกาศการเป็นพันธมิตรกับ Manchester City เมื่อต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาด เราได้สร้างสรรค์ #MideaHomeChallenge ซึ่งช่วยเปิดตัวการเป็นหุ้นส่วนกันครั้งนี้ได้ดีเกินคาด การร่วมมือกับ Manchester City ในช่วงเวลาที่มีความพิเศษเฉพาะตัวเช่นนี้ ช่วยให้เรามั่นใจในการขยายและยกระดับความสัมพันธ์กับ City Football Group โดยเพิ่มการสนับสนุนให้แก่ทีมหญิง Manchester City Women ทีมสโมสรฟุตบอล New York City และทีม Mumbai City ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะนำสีสันและชีวิตชีวามาสู่ Midea ในปี 2564 นี้”

 

เกี่ยวกับสโมสรฟุตบอล Manchester City

สโมสรฟุตบอล Manchester City เป็นสโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1880 ในชื่อ St Mark’s West Gorton และเปลี่ยนชื่อเป็นสโมสรฟุตบอล Manchester City อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1894 สโมสรชนะได้รับรางวัล European Cup Winners’ Cup รางวัล League Championship หกสมัย รวมถึงรางวัล Premier League สี่สมัย (2012, 2014, 2018, 2019) และรางวัล FA Cups หกสมัย สโมสรฟุตบอล Manchester City เป็นหนึ่งในสโมสร 11 แห่ง ที่ประกอบกันเป็น City Football Group และนับสโมสรฟุตบอล New York City และ สโมสรฟุตบอล Melbourne City เป็นสโมสรน้อง

 

ภายใต้ผู้จัดการ Pep Guardiola ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดการชื่อดังที่สุดในฟุตบอลระดับโลก สโมสรแข่งขันแมตช์ในบ้านและ UEFA Champions League แมตช์เหย้าที่ Etihad Stadium สนามกีฬาขนาด 55,000 ที่นั่งที่ทีมเรียกว่าบ้านมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 ปัจจุบันสนามแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขต Etihad Campus ซึ่งเป็นที่ตั้งของ City Football Academy ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนานักเตะรุ่นเยาว์อันทันสมัย ณ ใจกลางของ East Manchester ตัว City Football Academy มีสนามกีฬา Academy Stadium ขนาด 7,000 ที่นั่ง ซึ่งสโมสรฟุตบอล Manchester City Women และ Elite Development Squad ใช้ฝึกซ้อมเป็นประจำทุกวันและแข่งขันแมตช์เหย้าที่สนามแห่งนี้

 

เกี่ยวกับ Midea และ Midea Group

 

Midea เป็นหนึ่งใน 10 แบรนด์ในกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของ Midea Group บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอันดับที่ 307 ของ Global Fortune 500 ในปี 2020 ธุรกิจของ Midea Group เป็นมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยมีธุรกิจหลักอื่นๆ ประกอบไปด้วย อาทิ เช่น ระบบปรับสภาวะอากาศ หุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ระบบสมาร์ทโฮมและ IoT รวมถึงสมาร์ทโลจิสติกส์และธุรกิจการประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ธุรกิจทั้งหมดของ Midea Group ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อ #HumanizingTechnology

 

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า Midea นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมมากที่สุดในโลกในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน มีความเชี่ยวชาญทั้งเครื่องปรับสภาพอากาศ (เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัย) เครื่องทำความเย็น เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เครื่องใช้เกี่ยวกับน้ำ เครื่องทำความสะอาดและดูแลพื้น และระบบไฟส่องสว่าง

 

Midea เชื่อในการมอบโซลูชั่นที่ “ใช้ง่ายจนน่าประหลาดใจ” โดยนำแนวคิดลูกค้าเป็นศูนย์กลางและการแก้ปัญหามาใช้ เพื่อก้าวไปไกลกว่าและเหนือกว่าความคาดหวังของผู้บริโภค ด้วยการสำรวจและคิดค้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่หยุดนิ่งของผู้บริโภค ให้พวกเขาสามารถ “ทำตัวตามสบายได้เหมือนอยู่บ้าน” ซึ่งเป็นสโลแกนของแบรนด์ด้วยเช่นกัน

 

Midea หนึ่งในผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ เป็นแบรนด์เครื่องฟอกอากาศอันดับ 1 ของโลก[1] แบรนด์เครื่องครัวขนาดเล็กอันดับ 1 ของโลก[2] และแบรนด์หม้อหุงข้าวอันดับหนึ่งของโลก[3]

Midea มีฐานการผลิต 34 แห่งทั่วโลก และมีพนักงานมากกว่า 150,000 คนในกว่า 200 ประเทศและภูมิภาค ซึ่งสร้างรายได้ต่อปีมากกว่า 40.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 ศูนย์นวัตกรรมของ Midea จำนวน 28 แห่งทั่วโลกที่มุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนาส่งผลให้มีการจดสิทธิบัตรกว่า 50,000 รายการ

 

https://www.midea-group.com/Our-Businesses/home-appliances/midea

 

https://www.midea-group.com/newsRoom/News/MIDEA-EXPANDS-PARTNERSHIP-WITH-MANCHESTER-CITY—CITY-FOOTBALL-GROUP

 

https://www.midea-group.com/newsRoom/News/HOME-APPLIANCE-GIANT-MIDEA–INKS-GLOBAL-PARTNERSHIP–WITH-MUMBAI-CITY-FOOTBALL-CLUB/

 

[1]“Midea — World’s No.1 Air Treatment Brand”

ที่มา: Euromonitor International (Shanghai) Limited; Consumer Appliances 21ed, retail volume sales in units, 2020 data.

[2]“Midea — World’s No.1 Small Cooking Appliances Brand”

ที่มา: Euromonitor International Limited; Consumer Appliances 20ed retail volume sales in units, 2019 data.

[3]“Midea — World’s No.1 Rice Cookers Brand”

ที่มา: Euromonitor International Limited; Consumer Appliances 20ed retail volume sales in units, 2019 data.

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/63021#Contact Midea https://www.media-outreach.com/release.php/Images/121717/KITSWAP-3-Mumbai.jpg 2021-01-29T12:40:00+08:00 2021-01-29T12:37:48+08:00

ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีระดับโลกมีอายุครบหนึ่งศตวรรษในปีนี้

 

ฟีนิกซ์, สหรัฐอเมริกา – Media OutReach – วันที่ 29 มกราคม 2564 – ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทั่วโลก ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีชั้นนำ Avnet (NASDAQ: AVT) กำลังฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของการก่อตั้งบริษัทในปี 2564 และเข้าร่วมกลุ่มกับบริษัทชั้นยอดอื่นๆ ที่มีอายุครบหนึ่งศตวรรษ จากจุดเริ่มต้น ณ Radio Row ย่านโกดังสินค้าในแมนแฮตตันอันเป็นที่ตั้งของร้านค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนถึงปัจจุบันในฐานะผู้จัดจำหน่ายชั้นนำระดับโลก Avnet ใช้เวลาตลอดทั้งศตวรรษที่ผ่านมาเดินฝ่าโลกเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและช่วยให้ลูกค้าของบริษัทประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน

 

ก้าวย่างสำคัญนี้แสดงถึงช่วงเวลาหนึ่งร้อยปีของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โดยเว็บไซต์กลางเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบหนึ่งศตวรรษของ Avnet ได้แสดงความชื่นชมในตัวบุคคลากร คุณค่าต่างๆ ตลอดจนรากฐานที่ช่วยให้บริษัทเจริญรุ่งเรืองมาตลอดระยะเวลา 100 ปี

 

“ขอแสดงความยินดีกับพนักงาน หัวหน้า หุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น และลูกค้าที่มีส่วนช่วยให้บริษัทก้าวมาถึงจุดสำคัญนี้ได้ ความรู้ความสามารถ ความสัมพันธ์ที่ดี และจิตวิญญาณสร้างสรรค์จะช่วยเราขับเคลื่อนเทคโนโลยีให้ก้าวต่อไปในศตวรรษหน้า” Phil Gallagher ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทกล่าว “บริษัทอเมริกันน้อยกว่าร้อยละหนึ่งที่ก้าวมาถึงจุดนี้ เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับบริษัทชั้นยอดที่มีอายุครบศตวรรษ ตลอดระยะเวลาหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา Avnet ได้เติบโตจากร้านขายชิ้นส่วนขนาดเล็กสู่ผู้จัดจำหน่ายระดับโลกและผู้ให้บริการโซลูชั่นผู้ปักหลักมั่นคง ณ ใจกลางของห่วงโซ่คุณค่าทางเทคโนโลยี ช่วงเวลาหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาได้รับการผลักดันด้วยพนักงานหลายต่อหลายรุ่น ที่ช่วยกันปรับปรุงเปลี่ยนแปลง Avnet ให้พร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ในตลาด และส่งมอบโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกให้กับลูกค้าและซัพพลายเออร์ของเรา”

 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Avnet มุ่งหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กับตลาดเทคโนโลยีที่ผันแปรอยู่ตลอดเวลา ความมุ่งมั่น ความสามารถในการปรับตัวและลงมือทำทันทีคือกุญแจที่ทำให้ Avnet สามารถตอบสนองต่อลูกค้าและผลักดันการพัฒนาด้านเทคโนโลยีผ่านทางความเชี่ยวชาญด้านการจัดจำหน่ายชิ้นส่วน ตลอดจนความรู้เชิงลึกเรื่องห่วงโซ่อุปทานระดับโลก วันนี้ Avnet ยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจหลัก บริหารจัดการกิจการทั่วโลกและรายได้จากหลากหลายแหล่งที่ก่อให้เกิดการเติบโต พร้อมกับเดินหน้าเร่งพัฒนานวัตกรรมที่เป็นจุดเด่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ โซลูชั่นครบวงจรด้านดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง บริษัทยังช่วยซัพพลายเออร์และพันธมิตรนำเสนอเทคโนโลยีต่างๆ ที่ตรงกับความต้องการและตอบโจทย์ของลูกค้า Avnet ได้รับการจัดให้อยู่ในอับดับที่ 169 ใน FORTUNE 500 และลำดับที่ 579 ใน Forbes Global 2000 ทั้งยังได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีจริยธรรมดีเด่น Ethisphere’s Most Ethical Companies เป็นระยะเวลาเจ็ดปีติดต่อกันอีกด้วย

 

ความเป็นมาโดยสังเขป

 

  • 1921: ได้รับการก่อตั้งขึ้นโดย Charles Avnet ผู้อพยพชาวรัสเซียอายุ 33 ปี
  • 1940s: บริษัทเปิดโรงงานแห่งแรกเพื่อผลิตเสาอากาศประสิทธิภาพสูงสำหรับงานด้านการทหารระหว่างช่วงสงคราม
  • 1955: ก่อตั้งบริษัท Avnet
  • 1956: บริษัทเปิดโรงงานแห่งที่สองใกล้ ลอสแอนแจลิส แคลิฟอร์เนีย
  • 1959: Avnet เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในชื่อ Avnet Electronics Corp.
  • 1965: Avnet ซื้อ Guild Musical Instruments และตลอดศตวรรษที่ 60 และ 70 ให้แก่ลูกค้ารวมถึง The Beatles และ Richie Havens
  • 1968: Avnet เหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งที่สอง บริษัทเป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนต่างๆ ให้กับ Hughes Aircraft ผู้สร้างยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์ Surveyor ซึ่งลำที่ห้าลงจอดยัง Tycho Crater ในวันที่ 10 มกราคม 1968 ในปีเดียวกันนี้ Avnet ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับ 467 ของ Fortune 500
  • 1969: Avnet เป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายเทคโนโลยีแห่งแรกที่สั่งสินค้ากับ Intel
  • 1975: Avnet ดำเนินกิจการศูนย์สาธิตไมโครโปรเซสเซอร์ 33 แห่ง ยอดขายเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มสูงกว่าคอนเนคเตอร์ถึงเกือบสามเท่า
  • 1979: Avnet เป็นผู้จัดจำหน่ายเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันที่เปิดคลังสินค้าแห่งแรกในเอเชียที่โตเกียว
  • 1984: เมื่อชิปเริ่มล้นตลาดในช่วงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยุค 80 Avnet ปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยระบบรวมศูนย์และบริหารจัดการสินค้าคงคลังโดยอัตโนมัติที่คลังสินค้าในพีบอดี, แมสซาชูเซตส์
  • 1987: Avnet เปิดตัวคลังสินค้าขนาดใหญ่แห่งที่สองในแชนด์เลอร์ อริโซนา และเชื่องโยงคลังสินค้าทั้งสองแห่งผ่านระบบออนไลน์ที่ชื่อว่า Genesis ในปี 1988
  • 1993: Avnet เป็นผู้จัดจำหน่ายรายเดียวในสหรัฐอเมริกาที่เสนอขายเซมิคอนดักเตอร์ของอเมริกันครบทั้งห้าสายผลิตภัณฑ์
  • 1997: เปิดตัวบริการ Avnet Design Services เพื่อตอบสนองความต้องการความช่วยเหลือด้านวิศวกรรมและเทคนิคของลูกค้า
  • 1999: Avnet เปิดศูนย์กระจายสินค้าที่สิงคโปร์และคลังสินค้าที่ฮ่องกง
  • 2000-2020: Avnet ซื้อบริษัท 68 แห่ง รวมถึง Premier Farnell, Softweb และ Witekio
  • 2012: Farnell เริ่มจำหน่าย Raspberry Pi, Model B และภายในปี 2020 ได้จำหน่าย Raspberry Pi ไป 15 ล้านเครื่องจากยอดขายทั้งหมด 30 ล้านเครื่อง
  • 2021: Avnet ฉลองครบรอบ 100 ปี โดยที่ยังมุ่งพัฒนาแนวคิดของวันนี้ให้เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 

ไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ:

เกี่ยวกับ Avnet

ในฐานะผู้จัดจำหน่ายและให้บริการโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีชั้นนำ Avnet ตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีของลูกค้าที่พัฒนาไปข้างหน้ามาตลอดทั้งศตวรรษ เราให้บริการแก่ลูกค้าตลอดทุกขั้นตอนของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แนวคิดไปจนถึงการออกแบบ ตั้งแต่ต้นแบบไปจนถึงการผลิต ตำแหน่งที่โดดเด่น ณ ใจกลางห่วงโซ่อุปทานช่วยให้เราสามารถเร่งกระบวนการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีผลให้ลูกค้าได้รับรายได้เร็วขึ้น ทศวรรษแล้วทศวรรษเล่าที่ Avnet ได้ช่วยให้ลูกค้าและซัพพลายเออร์ทั่วโลกตระหนักถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Avnet ได้ที่ www.avnet.com

 

Follow Avnet on Twitter: @Avnet

Follow Avnet on Instagram: http://www.instagram.com/Avnet

Connect with Avnet on Facebook: http://www.facebook.com/AvnetInc

Connect with Avnet on LinkedIn: http://www.linkedin.com/company/avnet

https://www.media-outreach.com/release.php/View/63112#Contact Avnet https://www.media-outreach.com/release.php/Images/121429/AvnetLogo.jpg 2021-01-28T17:10:00+08:00 2021-02-05T11:58:14+08:00

 

  • การเป็นหุ้นส่วนกับอโมโดช่วยให้บริษัทประกันภัยมีหนทางต้นทุนต่ำในการการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
  • เทคโนโลยีบล็อกเชนของกาลิเลโอ แพลตฟอร์มส์ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้โดยไม่กระทบคุณภาพบริการ

 

 

 

 

ฮ่องกง – Media OutReach – วันที่ 28 มกราคม 2564 – การประกาศเป็นพันธมิตรกันเมื่อเร็วๆ นี้ระหว่างกาลิเลโอ แพลตฟอร์มส์และอโมโด บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านอินชัวร์เทคสองแห่ง เป็นโอกาสอันดีสำหรับบริษัทประกันภัยไทยที่กำลังมองหาหนทางฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด ซึ่งกาลิเลโอ แพลตฟอร์มส์เชื่อว่าธุรกิจประกันภัยต้องเผชิญหน้ากับความกดดันในการลดต้นทุนลงโดยไม่กระทบกับคุณภาพในการให้บริการ

 

สัปดาห์นี้กาลิเลโอ แพลตฟอร์มส์และอโมโดผลักดันกลยุทธ์ใหม่ในไทย ซึ่งเป็นตลาดที่ยอดขายประกันภัยออนไลน์พุ่งขึ้นหลังเกิดสถานการณ์โรคระบาด ส่งผลให้บริษัทที่มีช่องทางขายออนไลน์ที่ดีที่สุดสร้างรายได้ใหม่อย่างเป็นกอบเป็นกำ สถานการณ์นี้ยังผลักดันให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกรมธรรม์รูปแบบใหม่ๆ อาทิ ประกันที่คิดเบี้ยประกันตามการใช้จริง และ ประกันที่จ่ายเงินให้ผู้ทำประกันเมื่อเกิดเงื่อนไขต่างๆ ตามที่กำหนดไว้

 

“ข้อสังเกตหนึ่งในช่วงสถานการณ์โรคระบาดคือยอดขายประกันภัยผ่านช่องทางออนไลน์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่เรายังได้ยินอีกว่าผู้บริโภคอายุน้อยซึ่งมีงบประมาณจำกัด มีการเปรียบเทียบกรมธรรม์และสรรหาทางเลือกต่างๆ ที่ตรงกับความต้องการมากกว่าผู้บริโภคกลุ่มอื่น” มาร์ค เวลส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกาลิเลโอ แพลตฟอร์มส์ กล่าว “เทคโนโลยีที่ต้นทุนต่ำแต่ประสิทธิภาพสูงของเราเหมาะมากกับสถานการณ์นี้ ทั้งยังทำงานได้ดีทั้งกับประกันภัยแบบดิจิทัลและประกันภัยแบบดั้งเดิม ช่วยให้สามารถทำธุรกรรมประกันภัยได้ครบวงจรในปริมาณมากๆ โดยไม่ต้องผ่านมือของพนักงานเลย จึงเหมาะมากสำหรับประเทศไทย”

 

เทคโนโลยีบล็อกเชนสิทธิบัตรเฉพาะของกาลิเลโอ แพลตฟอร์ม ช่วยให้บริษัทประกันสามารถเชื่อมต่อกับลูกค้า ตัวแทน และผู้เกี่ยวข้องหลักอื่นๆ ได้แบบเรียลไทม์ โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลนำเสนอแหล่งข้อมูลจริงที่ใช้ร่วมกันแก่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมและกำจัดข้อมูลที่ซ้ำซ้อน

 

“นอกจากผลิตภัณฑ์ของเราเองแล้ว เรายังมีอุปกรณ์เทเลแมติกส์ของอโมโด ซึ่งช่วยติดตามกิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่างๆ ตั้งแต่การนอนหลับและการออกกำลังกายไปจนถึงการขับรถและการเดินทาง ก่อนนำเสนอแผนประกันที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งดีมากสำหรับการประกันภัยรายย่อยที่กำลังเติบโตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดไทย” มร.เวลส์กล่าวถึงการเป็นพันธมิตรกับอโมโด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเทเลแมติกส์และบริการให้คำปรึกษา รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรม

 

“ประกันภัยรายย่อยที่ใช้งานเทเลแมติกส์ สามารถแจ้งเตือนหรือซื้อประกันให้กับคุณได้โดยอัตโนมัติเมื่อคุณโดยสารหรือขับขี่ยานพาหนะ โดยคำนวณราคาจากตำแหน่งที่อยู่ ความเร็ว ระยะทาง ช่วงเวลาของวัน และผู้เป็นเจ้าของรถยนต์หรือจักรยานยนต์นั้น” มร.เวลส์กล่าวเสริม “เราสามารถเสนอความคุ้มครองให้กับคนที่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คนละคันเพื่อไปและกลับจากที่ทำงานในแต่ละวัน หรือเสนอประกันภัยให้คุณก่อนก้าวขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน ความเป็นไปได้นั้นไม่มีขีดจำกัด”

 

อัตราการเข้าถึงประกันภัยในประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 3.91 ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ร้อยละ 7.232 หรือค่าเฉลี่ยของเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชีย อาทิ ฮ่องกง (19.7%) อยู่มาก การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัยในตลาดไทยส่วนมากกระทำโดยธนาคารและตัวแทน โดยช่องทางดิจิทัลเริ่มมีการเติบโตแต่ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก (ประมาณร้อยละ 1) ของตลาดเท่านั้น3

 

รายงานของดีลอยต์ฉบับหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่าร้อยละ 35 ของผู้รับประกันภัยในเอเชียแปซิฟิกหวังจะลดต้นทุนลงให้ได้ร้อยละ 20 หรือมากกว่านั้นในปีหน้า และร้อยละ 84 คาดว่าจะปรับลดงบประมาณลงร้อยละ 10 หรือมากกว่านั้น เรื่องนี้มีผลต่อประเทศไทยเช่นกัน เคล็ดลับคือต้องปรับลดงบประมาณลงโดยไม่ให้กระทบกับบริการที่มีอยู่หรือกำลังพัฒนาขึ้นใหม่ เทคโนโลยีบล็อกเชนคือคำตอบเพราะราคาถูกและมีความปลอดภัยสูง

 

“ผู้รับประกันภัยหลายรายกำลังพยายามเปลี่ยนมาสู่รูปแบบดิจิทัล แต่ต้องพบกับความยากลำบากอันเกิดจากกระบวนการและระบบต่างๆ ที่มีอยู่เดิม เราได้ปรับแนวคิดเรื่องกรมธรรม์ ความคุ้มครอง และเบี้ยประกันเสียใหม่เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ยืดหยุ่นได้ ไม่ตายตัว ตลอดจนกระบวนการอันรวดเร็วเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์ดิจิทัลที่แท้จริง” มร. เวลส์กล่าว

 

“ด้วยกาลิเลโอ การเสนอราคา การตั้งราคา การออกกรมธรรม์ดิจิทัล การเบิกจ่ายค่าคอมมิสชั่นและเคลม จะสามารถกระทำได้ในแบบเรียลไทม์ ด้วยแหล่งข้อมูลเพียงหนึ่งเดียวที่ปลอดภัยและทุกฝ่ายเห็นชอบตรงกัน เป็นแหล่งอ้างอิงที่มาแทนสำเนาการทำธุรกรรม ตลอดจนข้อมูลลูกค้าและกรมธรรม์หลายต่อหลายแผ่น นี่อาจเป็นหนทางก้าวไปสู่การปรับลดงบประมาณลงโดยยังคงไว้ซึ่งบริการคุณภาพที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการเฉพาะบุคคล”

 

กาลิเลโอ แพลตฟอร์มส์รองรับการประกันภัยรายย่อยทุกประเภท ไม่ว่าประกันสุขภาพ ประกันชีวิต และประกันภัยทั่วไป เทคโนโลยีของกาลิเลโอ แพลตฟอร์มส์เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้รับประกันและลูกค้า เพราะช่วยลดความจำเป็นในการเจรจาไกล่เกลี่ยและกระบวนการหลังบ้านที่เชื่องช้า จึงสามารถลดต้นทุน ความซับซ้อน และข้อผิดพลาดต่างๆ ลงได้ วิสัยทัศน์ของบริษัทคือการทำให้ผู้คนทั่วทั้งเอเชียเข้าถึงการประกันภัยได้มากขึ้น

 

 

 

[1] ตัวเลขนี้สำหรับครึ่งปีแรก ปี 2562 ที่มา: อินชัวรันส์ บิสซิเนส เอเชีย (Insurance Business Asia) 1H 2019 https://www.insurancebusinessmag.com/asia/news/breaking-news/thai-insurance-premiums-dip-for-first-time-in-15-years-174489.aspx

[2] สตาติสต้า (Statista) https://www.statista.com/statistics/381174/insurance-penetration-in-selected-countries-worldwide/

[3] บางกอกโพสต์(Bangkok Post) https://www.bangkokpost.com/business/1979859/digital-future-gives-insurance-new-life

 

 

เกี่ยวกับกาลิเลโอ แพลตฟอร์มส์

กาลิเลโอ แพลตฟอร์มส์เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่ให้บริการแก่อุตสาหกรรมประกันภัย (www.galileoplatforms.com) ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน กาลิเลโอ แพลตฟอร์มส์เชื่อมโยงผู้คนในธุรกิจประกันภัยเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้สามารถมอบประสบการณ์ดูแลลูกค้าเหนือระดับและลดต้นทุนลงได้ในเวลาเดียวกัน ผ่านระบบจัดการกรมธรรม์ทรงประสิทธิภาพที่แปลงไปเป็นฟังก์ชั่นการจัดการหนังสือสัญญาอัจฉริยะในบล็อกเชน ความสามารถนี้ช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจประกันภัย กาลิเลโอ แพลตฟอร์มส์ช่วยให้การประกันภัยแห่งอนาคตเป็นไปได้จริง

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/62552#Contact Galileo Platforms Limited https://www.media-outreach.com/release.php/Images/121122/112399-galileo-logo-jpg-1-.jpeg 2021-01-07T15:00:00+08:00 2021-01-07T10:09:31+08:00

 

  • เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าการดำเนินนโยบายสถานทำงานที่เป็นมิตรต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
  • สามในห้าของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าโลกธุรกิจสามารถผลักดันให้เกิดการยอมรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศได้
  • ผู้บริหาร โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย มีแนวโน้มที่จะให้คะแนนความคืบหน้าเรื่องการยอมรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในองค์กรของตนว่าอยู่ในระดับสูง

 

 

 

 

ฮ่องกง – Media OutReach – 7 มกราคม 2564 – เอเชียคือเวทีประลองใหม่ในเรื่องสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ผลการศึกษาล่าสุด Pride and Prejudice: The next chapter of progress ที่ได้รับการสนับสนุนจากแมนูไลฟ์ (Manulife) บาร์เคลย์ส (Barclays) และโนมูระ (Nomura) เพื่อสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร 359 คนใน 7 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไต้หวัน แสดงให้เห็นความคืบหน้าในการเปิดรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเข้าสู่สังคมธุรกิจในเอเชีย แม้ว่าจะยังมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมอยู่มากก็ตาม

 

ขณะที่บริษัทในซีกโลกตะวันตกเป็นกระบอกเสียงในการยกระดับสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทในเอเชียกำลังยืนอยู่ตรงทางแยก แม้ว่ากว่าร้อยละ 60 ของผู้ตอบแบบสอบถามในอินเดียเชื่อว่ามีการเปิดรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้นในบริษัทของตน ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามในอินโดนีเซีย ฮ่องกง และญี่ปุ่น กลับระบุว่าแทบไม่มีความคืบหน้าใดในเรื่องนี้ จึงน่าจับตามองว่าบริษัทในเอเชียจะเพิ่มการยอมรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างไร ท่ามกลางความกังวลถึงการเปิดเผยเพศสภาพที่แท้จริงในที่ทำงาน

 

 

มหาอำนาจของเอเชียคืออินเดียและจีนแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของภูมิภาคในเรื่องการยอมรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการตอบคำถามหลายข้อในการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของพนักงานรุ่นใหม่ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากกว่าคนรุ่นก่อน การเคลื่อนไหวของจีนและอินเดียในการยอมรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลายหลายทางเพศจะเป็นแนวทางให้ประเทศอื่นๆ ในเอเชียได้เดินตาม

 

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

 

เกี่ยวกับ Pride and Prejudice

Pride and Prejudice คือความริเริ่มระยะเวลาหลายปีของกลุ่ม ซึ่งมุ่งสร้างการยอมรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศทั้งในสถานที่ทำงานและในวงกว้าง ประกอบด้วยกิจกรรม รายงาน แคมเปญ และงานวิจัยต่างๆ แมนูไลฟ์คือผู้สนับสนุนระดับทอง บาร์เคลย์สและโนมูระคือผู้สนับสนุนระดับเงินของงานวิจัยในปีนี้

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/60683#Contact The Economist Intelligence Unit https://www.media-outreach.com/release.php/Images/116299/chart.jpg 2021-01-05T12:15:00+08:00 2021-01-05T12:10:37+08:00

10 ปีให้หลัง: ภาพจริง ข้อมูลเบื้องลึก และคำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์

 

โตเกียว, ญี่ปุ่น – Media OutReach – วันที่ 5 มกราคม 2564 – NHK WORLD-JAPAN ช่องโทรทัศน์สาธารณะของญี่ปุ่นที่นำเสนอข่าวจากทั่วโลกเป็นภาษาอังกฤษตลอด 24 ชั่วโมง จะฉายสารคดีสองตอนที่จัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับมหาสึนามิที่ทำให้โลกตะลึง

 

 

ในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14.46น. แผ่นดินไหวความรุนแรงขนาด 9.0 แมกนิจูด นอกชายฝั่งแปซิฟิกของญี่ปุ่นได้ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าท่วมชายฝั่งทะเลรวมระยะทางกว่า 650 กิโลเมตร ทำลายเมืองหลายต่อหลายแห่งและพรากชีวิตของผู้คนกว่า 18,000 คน สารคดี “3/11 – The Tsunami” ซึ่งรวบรวมภาพที่ถ่าย ณ ใจกลางของความหายนะจะแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ตรงของผู้คนในวันนั้นและความยากลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญ

 

ภาพเหล่านี้ถูกถ่ายในปี พ.ศ. 2554 และ 2555 โดย NHK และผู้เห็นเหตุการณ์ในบริเวณที่เกิดภัยพิบัติ แล้วนำมาตัดต่อและเรียบเรียงตามลำดับเวลา เพื่อแสดงให้เห็นถึงหายนะร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งได้ทำลายล้างตึกรามบ้านช่อง ยวดยานพาหนะ และนำไปสู่การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ

 

สารคดีตอนที่หนึ่งมุ่งนำเสนอเหตุการณ์ในช่วงสามวันแรก ในขณะที่สารคดีตอนที่สองครอบคลุมระยะเวลาหนึ่งปีหลังภัยพิบัติ สารคดีชุดนี้ยังถ่ายทอดบทเรียนอันทรงคุณค่า ว่าเราจะเอาตัวรอดได้อย่างไรในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับคลื่นยักษ์สึนามิ

 

“3/11 – The Tsunami” ทางช่อง NHK WORLD-JAPAN

ตอนที่ 1: The First 3 Days

วันที่ 9 มกราคม เวลา 1:10 / 7:10 / 13:10 / 19:10 / วันที่ 15 มกราคม เวลา 20:00 (UTC)

ตอนที่ 2: The First Year

วันที่ 16 มกราคม เวลา 1:10 / 7:10 / 13:10 / 19:10 / วันที่ 22 มกราคม เวลา 20:00 (UTC)

 

https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/tv/worldprime/20210109/3016087/

เกี่ยวกับ NHK WORLD-JAPAN

NHK เป็นผู้แพร่กระจายเสียงสาธารณะรายเดียวของญี่ปุ่น ผู้ดำเนินการเครือข่ายโทรทัศน์ท้องถิ่นและนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ในญี่ปุ่น NHK เป็นผู้ออกอากาศโทรทัศน์หกช่องรวมทั้ง 4K และ 8K พร้อมด้วยสถานีวิทยุสามแห่ง NHK ยังเป็นผู้ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์นานาชาติสองช่อง คือ NHK WORLD-JAPAN (ภาษาอังกฤษ, ความถี่สูง, 24 ชม. 7 วัน) และ NHK WORLD Premium (ภาษาญี่ปุ่น, ความถี่สูง, 24 ชม. 7 วัน) ตลอดจนเป็นผู้ให้บริการวิทยุนานาชาติใน 18 ภาษา

 

NHK WORLD เข้าถึงครัวเรือนกว่า 380 ล้านครัวเรือนใน 160 ประเทศทั่ว ภูมิภาคต่างๆ ผ่านทางผู้ให้บริการดาวเทียมและเคเบิลท้องถิ่น ทั้งยังให้บริการสตรีมมิ่งสดออนไลน์และวิดีโอตามความต้องการผ่านแอพพลิเคชั่นฟรีบนโทรศัพท์มือถือและเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ชมทั่วโลกเข้าถึง NHK WORLD-JAPAN ได้ทุกที่ทุกเวลา ท่านยังสามารถเชื่อมต่อกับโปรแกรมของเราผ่านทาง Apple TV และ Amazon Fire TV ด้วยโปรแกรมหลากหลายที่มุ่งเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับเอเชีย NHK WORLD จึงเป็นเสมือนประตูสู่ญี่ปุ่น เอเชีย ตลอดจนส่วนอื่นๆ ของโลก ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม https://nhk.jp/world

https://www.media-outreach.com/release.php/View/60411#Contact NHK WORLD-JAPAN https://www.media-outreach.com/release.php/Images/115459/311-The-Tsunami.jpg 2020-12-29T12:45:00+08:00 2020-12-29T12:49:10+08:00

ฮ่องกง – Media OutReach – วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563 – เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น บริษัทโภชนาการระดับโลก ปิดฉากงานวิ่งเสมือนจริงทั่วเอเชียแปซิฟิกเนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีของบริษัทลงอย่างยิ่งใหญ่ การวิ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 6 ธันวาคม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 14,000 คน ทั้งที่เป็นบุคคลทั่วไป สมาชิก และพนักงานของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ทั้งทั้งเอเชียแปซิฟิก คิดเป็นระยะทางรวมเกือบ 600,000 กิโลเมตร

 

“เราภูมิใจอย่างยิ่งกับระยะทางรวมที่ผู้เข้าร่วมการวิ่งเสมือนจริงเนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีของเราทำได้ เพราะมีระยะทางเท่ากับการวิ่งรอบโลกถึง 15 รอบเลยทีเดียว เป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นผู้บริโภค ตลอดจนสมาชิกและพนักงานของเราในเอเชียแปซิฟิกได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายอย่างกระฉับกระเฉงกันอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญกับการล็อคดาวน์” Stephen Conchie รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว “หลายคนเริ่มต้นวิ่งเพื่อสุขภาพ พร้อมชักชวนครอบครัวและเพื่อนๆ มาร่วมด้วย เราหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้คนกลับมาสนใจในเรื่องการรักษาสุขภาพกันอีกครั้ง”

 

งานวิ่งเสมือนจริงครั้งนี้เป็นกิจกรรมไฮไลท์ที่ผ่านมาของของโครงการ Get Moving With Good Nutrition ของบริษัท ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบ 40 ปีที่เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น นำเสนออาหารโภชนาการสูง พร้องส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงเพื่อสุขภาพที่ดี ระหว่างงานวิ่งเสมือนจริง ผู้เข้าร่วมสามารถบันทึกผลการวิ่งแต่ละครั้งลงในแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อื่นๆ และได้รับเหรียญรางวัลพร้อมประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดทำขึ้นเพื่องานวิ่งเสมือนจริงเนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นครั้งนี้โดยเฉพาะ เมื่อวิ่งครบระยะทางตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

 

การวิ่งเสมือนจริงประสบความสำเร็จในการระดมเงินทุนกว่า 61,000 เหรียญสหรัฐให้แก่มูลนิธิเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เพื่อนำไปจัดหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการแก่เด็กด้อยโอกาสผ่านทางโปรแกรม Casa Herbalife Nutrition

 

แคมเปญ Get Moving With Good Nutrition

แคมเปญ Get Moving With Good Nutrition จัดขึ้นระหว่างเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนธันวาคมเพื่อลดพฤติกรรม เนือยนิ่งในแถบเอเชียแปซิฟิก ด้วยการสร้างเสริมไลฟ์สไตล์แข็งแรงกระฉับกระเฉงเพื่อสุขภาพที่ดี ตลอดจนดูแลสนับสนุนให้ผู้คนในชุมชนมีวิถีชีวิตสุขภาพดีไปด้วยกัน โดยมีไฮไลท์สำคัญได้แก่ กิจกรรมวิ่งเสมือนจริงเพื่อสุขภาพ กิจกรรม eWorldness Tour กิจกรรมฟิตสุขภาพออนไลน์ที่นำโดยโดยผู้เชี่ยวชาญ และการอภิปรายในหัวข้อด้านโภชนาการต่างๆ

 

กิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่งใน eWorldness Tour คือผู้เชี่ยวชาญของบริษัทผู้เป็นสมาชิกของคณะกรรมการให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ ตลอดจนผู้นำด้านโภชนาการและการดูแลสุขภาพจะมาถกกันถึงปัญหาด้านสุขภาพหลักๆ อาทิ โรคอ้วน กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและความสำคัญของการให้ความรู้เรื่องโภชนาการแก่ผู้บริโภค ตลอดจนแนวทางต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ผู้เข้าร่วมงานต่างเห็นพ้องต้องกันว่า หากจะเห็นผลที่เป็นรูปธรรมในระยะยาวจำเป็นต้องมีการร่วมมือกันระหว่างบุคคลากรทางการแพทย์และบริษัทด้านโภชนาการให้มากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมแนวคิดในการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนที่แปลกใหม่และเกิดผลในวงกว้างมากกว่าเดิม

 

เกี่ยวกับ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เป็นบริษัทระดับโลกที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนด้วยผลิตภัณฑ์โภชนาการที่ดีและมอบโอกาสทางธุรกิจที่เชื่อถือได้แก่สมาชิกอิสระของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ผ่านการรับรองทางวิทยาศาสตร์ให้กว่า 90 ประเทศทั่วโลกผ่านสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระที่พร้อมให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล รวมถึงแนวทางในการสนับสนุนชุมชน ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีและมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ด้วยแคมเปญระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ที่รณรงค์ขจัดปัญหาความหิวโหยให้หมดไป เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จึงมุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อส่งมอบโภชนาการและให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องแก่ชุมชนต่างๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ IAmHerbalifeNutrition.com

https://www.media-outreach.com/release.php/View/60046#Contact Herbalife Nutrition https://www.media-outreach.com/release.php/Images/114513/LOGO.jpg 2020-12-21T10:00:00+08:00 2020-12-21T09:45:41+08:00

โตเกียว, ญี่ปุ่น – Media OutReach – 21 ธันวาคม 2563 – QURAS โปรเจกต์บล็อกเชนสาธารณะที่สามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวได้ ได้เปิดตัวเครือข่ายหลักอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา หลังผ่านไป 3 ปีนับตั้งแต่โปรเจกต์นี้เริ่มต้นขึ้น บล็อกเชนที่พัฒนาขึ้นจากพื้นฐานการใช้งานได้จริงก็ได้เริ่มเดินเครื่องในที่สุด

 

 

 

โปรเจกต์ QURAS มุ่งเน้นเรื่องการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บนบล็อกเชนสาธารณะ ซึ่งเป็นบล็อกเชนที่เปิดให้ใช้บนอินเทอร์เน็ต โดยบิตคอยน์และอีเธอเรียมเป็นตัวอย่างที่รู้จักกันโดยทั่วไป

 

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าบล็อกเชนนั้นมีข้อดีในเรื่องความโปร่งใสอย่างมาก ซึ่งนั่นทำให้ใคร ๆ ก็สามารถตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นสาธารณะได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในอุปสรรคในการส่งเสริมให้เกิดการนำบล็อกเชนมาใช้ในสังคม

 

โดยปกติแล้วการทำธุรกรรมใด ๆ บนโลกนี้จะเป็นความลับ อย่างไรก็ตามหากบล็อกเชนมีความโปร่งใส ย่อมมีความเสี่ยงที่ธุรกรรมจะถูกมองเห็นโดยบุคคลที่สาม จากมุมมองในทางปฏิบัติ หากธุรกรรมเหล่านั้นสามารถยืนยันได้ระหว่างทั้งสองฝ่ายถือว่าเพียงพอ

 

ดังนั้น บล็อกเชนโดย QURAS จึงได้นำเสนอเทคโนโลยีด้านความเป็นส่วนตัวที่หลากหลาย ผู้ให้บริการสามารถเลือกเทคโนโลยีเหล่านั้นและนำมาปรับใช้กับการรักษาความลับในบริการของพวกเขาได้อย่างเหมาะสม บล็อกเชนของ QURAS จะเริ่มต้นจากจุดที่การรักษาความลับในการทำธุรกรรมของสินทรัพย์ดิจิทัลที่เรียกว่า “โทเค็น” ได้รับการปกป้องตั้งแต่ต้น จากนั้นจะมีการขยายขอบเขตออกไปเมื่อมีการอัปเดตในแต่ละวัน

 

ด้วยการทำงานของเครือข่ายหลักของ QURAS มีการคาดหมายว่าบริษัทและผู้พัฒนาที่ต้องการนำบล็อกเชนมาใช้จะสามารถขยายขอบเขตการประยุกต์ใช้บล็อกเชนให้กว้างขึ้น ครอบคลุมในด้านที่บล็อกเชนสาธารณะยังไม่สามารถทำได้ทุกวันนี้ อีกหนึ่งคุณสมบัติของบล็อกเชนโดย QURAS คือประโยชน์ทางด้านการเงินสำหรับผู้พัฒนา จากกลไกที่กำหนดให้มีการคืนค่าธรรมเนียมให้กับผู้ให้บริการเมื่อธุรกรรมมีความเคลื่อนไหว

 

สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับบล็อกเชนของ QURAS รวมถึงเอกสารสำหรับผู้พัฒนาบล็อกเชนได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการตามที่แสดงด้านล่างนี้

 

▼ เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ QURAS

https://quras.io/

 

ทั้งนี้ เหรียญ QURAS หรือ XQC ที่ปัจจุบันหมุนเวียนอยู่ในระบบ มีกำหนดเปลี่ยนมาตรฐานจาก ERC-20 Token เป็น Native Token โดยจะมีการประกาศให้ทราบต่อไปในอนาคต

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/59003#Contact QURAS https://www.media-outreach.com/release.php/Images/113134/quras-logo.jpg 2020-12-18T13:30:00+08:00 2020-12-18T13:26:46+08:00

แชตบอตผู้ตรวจสอบสภาพผิวจากพอนด์ส โซลูชันเพื่อการดูแลผิวพรรณแห่งปี 2564 ที่อยู่เพียงแค่ปลายนิ้ว

 

กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – Media OutReach – 18 ธันวาคม- เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจาก ไวรัสโคโรนา หรือ Covid-19 เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวถูกทำร้ายแล้ว การทำงานที่บ้านอย่างต่อเนื่องซึ่งจะได้รับแสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน และการที่ต้องสวมใส่มาส์กเป็นประจำล้วนส่งผลเสียต่อใบหน้าที่เราหวงแหน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผิวหน้าแห้งขึ้น เกิดสิวง่าย และเสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ง่ายขึ้น สถาบันวิจัยพอนด์สยังได้คาดการณ์ถึงการบังคับใช้ข้อห้ามต่าง ๆ จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาในภูมิภาคอย่างต่อเนื่องนั้นจะส่งผลเสียต่อผิวของเราต่อไปได้มากขึ้น พอนด์สจึงได้ผนึกกำลังกับช้อปปี้ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เพื่อเชื่อมบริการแชตบอตผู้ตรวจสอบสภาพผิว หรือ Skin Advisor Live (SAL) บนแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยผู้บริโภคหาต้นตอของปัญหาและแนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ต้องได้รับการใส่ใจอย่างทันท่วงที

 

 

ผลการวิจัยจากสถาบันวิจัยพอนด์สเผยให้เห็นว่าปัญหาผิวที่มักพบในประเทศไทย เช่น ความหมองคล้ำ จุดด่างดำ ริ้วรอย สิวและผิวมันมีอัตราสูงขึ้นในสถานการณ์โรคระบาด เนื่องมาจากการสวมหน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน และต้องอยู่หน้าจอตลอดทั้งวัน จากข้อมูลและการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านการดูแลผิวพรรณทั่วโลก สถาบันวิจัยพอนด์สคาดการณ์ว่าในชีวิตประจำวันที่ยังต้องสวมหน้ากากจนเป็นนิสัย ปัญหาต่าง ๆ ของผิวเหล่านี้จะยังสามารถพบได้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2564

 

อย่างไรก็ดี ข่าวนี้ก็ยังไม่ฟังดูหดหู่จนเกินไป เพราะพอนด์สมีผู้ตรวจสอบสภาพผิว (SAL) ผ่านแชตบอตที่ทำงานด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อช่วยระบุปัญหาผิวแบบเฉพาะคน บริการแชตบอตโดยเทคโนโลยี AI สุดล้ำนี้จะช่วยระบุปัญหาผิวที่น่าเป็นกังวลในจุดสำคัญ ๆ จากภาพเซลฟีของบุคคลหรือรูปภาพที่อัปโหลดเข้ามา จากนั้นจะทำหน้าที่แนะนำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อจัดการกับปัญหาสภาพผิว เช่น สำหรับผู้ใช้ที่มีค่าปัญหาผิวเรื่องสิวสูงจะได้รับคำแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์โฟมล้างหน้า แอคเน่ เคลียร์ เฟเชียลโฟม ด้วยเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ใช้ที่มีค่าปัญหาผิวเรื่องริ้วรอยสูงจะได้รับคำแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ เอจ มิราเคิล เดย์ ครีม ซึ่งมีวิตามิน บี3 เป็นส่วนผสมสำหรับปกป้องผิวจากแสงสีฟ้า

 

ผู้บริโภคกว่า 98 เปอร์เซ็นต์ที่ได้ทดลองใช้บริการผู้ตรวจสอบสภาพผิวต่างชื่นชอบและประทับใจในคำแนะนำที่ได้รับ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคมเป็นต้นมา บริการดังกล่าวได้รวมเข้ากับระบบของช้อปปี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรม ‘Smarter Skincare Just For You’ Brand Day ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 22 ธันวาคม นี้ เพื่อให้คุณสามารถรับการวิเคราะห์ผิวโดยผู้ตรวจสอบสภาพผิวได้ง่ายยิ่งขึ้น และสามารถคลิกซื้อผลิตภัณฑ์ที่แนะนำเพื่อรักษาและบำรุงผิวของคุณได้ทันที

 

“เป้าหมายของเราคือการมอบวิธีบำรุงรักษาผิวที่เป็นนวัตกรรมและทันสมัยที่สุดให้กับผู้บริโภค” นาย Rohit Bhasin รองประธานกรรมการบริหาร Global Brand ของพอนด์ส กล่าว “งานวิจัยจากสถาบันพอนด์สช่วยกำหนดทิศทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้กับเรา เราจึงสามารถปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการดูแลรักษาผิวในทุกสภาพแวดล้อม ผู้ตรวจสอบสภาพผิวของพอนด์สจะคอยช่วยเหลือผู้บริโภคตั้งแต่การเริ่มต้นบำรุงรักษาผิวด้วยการระบุความกังวลเรื่องผิว ไปจนถึงแนะนำผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยคลายความกังวลเรื่องผิว โดยทั้งหมดนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ จากที่บ้านบนโซฟาอันนุ่มสบาย และเป็นครั้งแรกที่เรานำบริการนี้มาไว้บนแพลตฟอร์มของช้อปปี้ เพื่อให้ประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคสะดวกสบายยิ่งขึ้น และช่วยให้พวกเขาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีอยู่อย่างหลากหลายบนโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น”

 

“พวกเราตื่นเต้นกับการเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าแรกที่ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ความงามที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกอย่างพอนด์ส เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าถึงโซลูชันในการบำรุงรักษาผิวพรรณตามแต่ละบุคคลได้สะดวกและง่ายดาย ข้อมูลของเราแสดงให้เห็นว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้ใช้บนแอปพลิเคชันของเราของเรามักเกิดขึ้นระหว่างการสตรีมสดและการแชต บริการผู้ตรวจสอบสภาพผิวจะเข้ามาเป็นฟีเจอร์พิเศษที่ให้ผู้บริโภคสร้างปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์รวมถึงเข้าใจเกี่ยวกับสภาพผิวของตัวเองมากยิ่งขึ้น พร้อมเพลิดเพลินไปกับข้อเสนอดี ๆ จากพอนด์ส” นาย Ian Ho กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคของช้อปปี้ กล่าว

 

กิจกรรม ‘Smarter Skincare Just For You’ Brand Day โดยพอนด์ส จะจัดขึ้นบนแพลตฟอร์มของช้อปปี้ในวันที่ 22 ธันวาคม นี้ โดยมีคอนเทนต์เพื่อความรู้และโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายรออยู่ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทดลองใช้บริการผู้ตรวจสอบสภาพผิวของพอนด์สบนช้อปปี้ โปรดดูรายละเอียดที่นี่

 

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันช้อปปี้ได้ฟรีที่ App Store หรือ Google Play Store

 

เกี่ยวกับพอนด์ส

พอนด์ส คือผู้พลิกโฉมวงการความสวยความงามมากว่าศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นผลิตภัณฑ์พื้นฐานสำหรับดูแลผิวอย่าง โคลด์ ครีม คลีนเซอร์ ที่เป็นอมตะ ไปจนถึงการเป็นริเริ่มคิดค้นสมาร์ทวันเทคโนโลยีที่เหมาะกับทุกสีผิว และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ไมเซลล่าร์ วอเตอร์ ที่มีส่วนผสมของวิตามินต่าง ๆ พอนด์สสามารถตอบทุกโจทย์ความต้องการในการดูแลผิวพรรณสำหรับผู้หญิงทั่วโลก โซลูชันที่ปฏิวัติการดูแลผิวพรรณของเรารับรองโดยความเชี่ยวชาญของสถาบันวิจัยพอนด์ส และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้หญิงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไว้วางใจที่ช่วยให้พวกเธอสวยที่สุดในแบบของตัวเอง

 

เกี่ยวกับช้อปปี้

 

ช้อปปี้ (Shopee) เป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2558 ในตลาด 7 แห่ง เพื่อมเชื่อมโยงผู้บริโภค ผู้ขาย และธุรกิจในภูมิภาคเข้าด้วยกัน

 

ช้อปปี้มอบประสบการณ์เลือกซื้อสินค้าที่สะดวกสบาย ปลอดภัย และเข้าถึงให้กับผู้คนหลายล้านคนในแต่ละวัน รวมถึงมีการจัดส่วนผสมของผลิตภัฑณ์ที่ครอบคลุม รองรับด้วยระบบชำระเงินและจัดส่งแบบครบวงจร รวมถึงฟีเจอร์ด้านความบันเทิงที่ได้รับความนิยมและออกแบบมาอย่างเหมาะสมกับแต่ละตลาด นอกจากนี้ ช้อปปี้ยังเป็นผู้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลรายใหญ่ของภูมิภาค ที่มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือแบรนด์และผู้ประกอบการประสบควาสำเร็จในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

 

ช้อปปี้เป็นส่วนหนึ่งของ Sea Limited (NYSE:SE) บริษัทอินเทอร์เน็ตสำหรับผู้บริโภคชั้นนำระดับโลก นอกจากช้อปปี้ Sea ยังมีธรุกิจหลักอื่น ๆ ประกอบด้วย Garena บริษัทในเครือด้านความบันเทิงในรูปแบบดิจิทัล และ SeaMoney บริษัทในเครือด้านบริการทางการเงินในรูปแบบดิจิทัล พันธกิจของ Sea คือการใช้เทคโนโลยียกระดับชีวิตของผู้บริโภคและธรุกิจขนาดเล็ก

https://www.media-outreach.com/release.php/View/58822#Contact POND’S https://www.media-outreach.com/release.php/Images/112925/SAL.jpg 2020-12-10T15:00:00+08:00 2020-12-10T15:01:34+08:00

พร้อมขยายเวลาฉายหนั้งสั้นตามคำเรียกร้อง

 

สิงคโปร์ – Media OutReach – 10 ธันวาคม 2563 – ก่อนที่เทศกาลภาพยนตร์ True Colors Film Festival (TCFF) จะสิ้นสุดลง ภาพยนตร์เรื่องยาวเหล่านี้ยังเปิดให้คอหนังได้รับชมไปจนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2563:

 

ฉายผ่านระบบสตรีมมิงตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 11 ถึง 12 ธันวาคม 2563 เท่านั้น


The Chess Game of the Wind
(2519; อิหร่าน) ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในปี พ.ศ. 2519 เพียงสองครั้งก่อนที่จะสูญหายไปหลังการปฏิวัติอิหร่านในปี 2520 จากนั้นถูกค้นพบและนำกลับมาทำใหม่ภายใต้โปรเจกต์ The Film Foundation’s World Cinema ของ Martin Scorsese โดยหนังบอกเล่าเรื่องราวระหว่างทายาทสาวผู้เป็นอัมพาตกับกลุ่มชายที่ต้องการฉกฉวยประโยชน์จากเธอ

 

ฉายผ่านระบบสตรีมมิงจนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2563


Moral
(2525; ฟิลิปปินส์) โดย Marilou Díaz-Abaya ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของเพื่อนหญิงสี่สาวที่ต้องการตามหาอิสระในสังคมที่ชายเป็นใหญ่

 

Mental (2551; ญี่ปุ่น/สหรัฐอเมริกา) ภาพยนตร์ที่ชนะรางวัลสารคดียอดเยี่ยมในงาน Busan International Film Festival และ Dubai International Film Festival โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับโลกอันซับซ้อนของคลินิกจิตเวชแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

 

Darkness and Light (2542; ไต้หวัน) ภาพยนตร์เจ้าของรางวัล Tokyo Grand Prix จากงาน Tokyo Film Festival ในปี 2542 รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และรางวัลตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงาน Golden Horse Film Festival ในปี 2542 และรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงาน Taipei Film Festival ในปี 2542 มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก ความมืดบอด และความจริง

 

Blue Gate Crossing (ไต้หวัน; 2545), ภาพยนตร์ที่ได้รับคัดเลือกในสาย Directors’ Fortnight ให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ปี 2545 เป็นภาพยนตร์แนว Coming-of-age ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักของวัยรุ่น

 


 

Talentime (มาเลเซีย; 2552) เจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากงาน Cinemanila Film Festival ในปี 2552 และรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และนักแสดงสมมทบยอดเยี่ยมจากงาน Malaysia Film Festival ปี 2552 และเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายโดย Yasmin Ahmad มีเนื้อหาเกี่ยวกับการก้าวข้ามอุปสรรคของความรักและมิตรภาพ

 

The Last Mile: On the Road to Eliminate Leprosy (ญี่ปุ่น; 2560) เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามการต่อสู้กับโรคเรื้อนที่กินเวลากว่าทศวรรษ ซึ่งพา Yohei Sasakawa ทูตสันถวไมตรีขององค์การอนามัยโลกออกเดินทางไปใน 20 ประเทศ

 

ขยายเวลาฉายภาพยนตร์สั้นทั้งหมด 18 เรื่อง ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ตัวอย่างภาพยนตร์มีดังนี้:

 

Elsewhere (2558; อิตาลี) ภาพยนตร์เกี่ยวกับการออกเดินทางแบบโรดทริปที่จะทำหัวใจให้อบอุ่น แสดงโดย Simone ชายหนุ่มผู้มีอาการดาวน์ซินโดรม

 

Dahdi (สิงคโปร์; 2557) แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปี 2555 เมื่อผู้ขอลี้ภัยชาวพม่าโรฮิงยา 40 คนได้เดินทางมาถึงสิงคโปร์ ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของหญิงหม้ายวัยชราที่ต้องเผชิญหน้ากับแขกที่เธอคาดไม่ถึง รวมถึงการต้องเลือกระหว่างความถูกต้องและความต้องการ

 

Stand by Me Music Video (2563; สิงคโปร์) 46 ศิลปินจาก 15 ประเทศ/ภูมิภาค กับการแสดงที่ได้รับความนิยมตลอดกาลท่ามกลางการระบาดสูงสุดของโรค

 

Poop on Poverty (2556; อินเดีย) ความท้าทายที่ประชาชนกว่าสองพันล้านคนต้องเผชิญในแต่ละวัน การวิพากษ์นักท่องเทียวเงินหนาด้วยวิธีที่ชาญฉลาด

 

Lovely Bones (เมียนมา; 2558) เรื่องราวความรักเกี่ยวกับ Pauk Gyi และภรรยาที่เขาผูกผันและพร้อมก้าวข้ามทุกอุปสรรคไปด้วยกัน

 

Many Notes, One Melody (2561; อินเดีย) การประสานเสียงของคนจากต่างวรรณะ ชนชั้น และความสามารถ

 

ลิงก์สำหรับชมภาพยนตร์:

ภาพยนตร์เรื่องยาว: theprojector.sg/tcff

ภาพยนตร์สั้นและบทสนทนา: Vimeo

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่: truecolors2020.jp/en/program/true-colors-film-festival-2020

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/57862#Contact True Colors Film Festival https://www.media-outreach.com/release.php/Images/111126/TCFF.jpg 2020-12-09T11:00:00+08:00 2020-12-09T10:38:55+08:00

รายงานนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศแบบธรรมชาติในด้านการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ ความท้าทายในการลงทุนด้านการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศแบบธรรมชาติ และโอกาสในการทำธุรกิจแบบเจาะจงประเทศ

 

ประเทศสิงคโปร์ – Media OutReach – 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563 องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ (Conservation International), ธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์ (DBS Bank), มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) และบริษัทเทมาเส็ก (Temasek) ได้ร่วมกันตีพิมพ์รายงานเรื่อง กรณีธุรกิจกับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศแบบธรรมชาติ: ข้อมูลเชิงลึกและโอกาสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Business Case for Natural Climate Solutions: Insights and Opportunities for Southeast Asia) โดยมีการนำเสนอรายงานฉบับนี้ในช่วงหนึ่งของการประชุมเสมือนจริงที่เรียกว่า การเจรจาอีโคสเปอริที (Ecosperity Conversations) ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดการอภิปรายที่มุ่งเน้นด้านความยั่งยืน จัดขึ้นโดยบริษัทเทมาเส็ก

 

รายงานนี้เป็นงานวิจัยที่จัดทำเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชี้ให้เห็นโอกาสที่ธุรกิจต่าง ๆ จะลงทุนในการแก้ไขปัญหา สภาพภูมิอากาศแบบธรรมชาติ (Natural Climate Solutions: NCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศ ที่ควบคุมกระบวนการทางธรรมชาติเพื่อลดหรือกำจัดก๊าซเรือนกระจก เพื่อกระตุ้นการนำ NCS ไปใช้ในวงกว้าง นอกจากนี้ รายงานยังนำเสนอประเด็นที่ธุรกิจต่าง ๆ นำไปปฏิบัติได้ เพื่อประเมินโอกาสของ NCS และมีส่วนร่วมกับภาครัฐในภูมิภาค

 

“เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศแบบธรรมชาติในวงกว้าง เราต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนในการปรับใช้เงินทุน และรักษาทุนทางธรรมชาติ รายงานฉบับนี้รวบรวมมุมมองต่าง ๆ จากผู้มีบทบาทในหลายภาคส่วนเพื่อกำหนดกรณีการลงทุนสำหรับ การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศแบบธรรมชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคหนึ่งที่เป็นอ่างเก็บคาร์บอนทั้งทางพื้นดิน และทะเลที่มีปริมาณมากที่สุด” โรบิน ฮู หัวหน้ากลุ่มความยั่งยืนและการให้การดูแลจากเทมาเส็กกล่าว

 

กรณีทางธุรกิจสำหรับ NCS

จากข้อมูลของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดการณ์ว่าอุณหภูมิทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสในระหว่างปี พ.ศ. 2573 ถึง 2595 ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบในระยะยาวต่อระบบธรรมชาติและมนุษย์ ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและมีอัตราการเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงและเลวร้ายเพิ่มขึ้น[1]

 

งานวิจัยหลายฉบับแสดงให้เห็นว่า NCS มีบทบาทสำคัญในการบรรเทาผลกระทบที่ร้ายแรงเหล่านี้ ด้วยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากการบรรเทาปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1.1 หมื่นล้านตันต่อปี NCS สามารถบรรเทาผลกระทบที่จำเป็นได้กว่าหนึ่งในสาม เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของความตกลงปารีสภายในปี พ.ศ. 2573[2] แต่กระนั้น การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศทั่วโลกที่ NCS ได้รับกลับมีไม่ถึง 3% ซึ่งเป็นสัญญาณให้ทราบว่าต้องมีการลงทุนเพื่ออุดช่องว่างทางการเงินที่จำเป็นสำหรับ NCS ในการยกระดับและไปให้ถึงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ เป็นผู้กำหนด เพื่อให้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ลงจนเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 รายงานฉบับใหม่เน้นย้ำถึงบทบาทที่ธุรกิจต่าง ๆ สามารถมีส่วนช่วยลดช่องว่างนี้ควบคู่ไปกับ
ผลประโยชน์ที่ธุรกิจต่าง ๆ จะได้รับดังต่อไปนี้

 

 

  • ภาคเอกชนได้รับผลประโยชน์ที่สำคัญและโดดเด่นในฐานะผู้ลงทุนใน NCS เมื่อเทียบกับภาครัฐ ภาคเอกชนมักจะสามารถ ปรับใช้กลุ่มการลงทุนขนาดใหญ่กว่าได้อย่างรวดเร็วมากกว่าและมีความเสี่ยงจะกระทบกระเทือนทางการเมืองน้อยกว่า นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังมีทักษะในการพัฒนาแบบจำลองที่คุ้มค่าซึ่งในด้านการเงินพึ่งพาตนเองได้

 

  • ด้วยความเร็วและขนาดของความสามารถในการปรับใช้เงินทุน ธุรกิจต่าง ๆ จึงอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นในการเร่งให้เกิด การลงทุนใน NCS และกระตุ้นตลาดคาร์บอนที่เฟื่องฟูโดยการซื้อสิ่งชดเชย นอกจากนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าตลาดคาร์บอน ที่เกิดขึ้นได้ผลจริง ธุรกิจต่าง ๆ ควรให้เครดิตคุณภาพสูงและราคาที่เป็นธรรม สนับสนุนการออกแบบ และต้นทุนการพัฒนา รวมทั้งมีส่วนร่วมในการพัฒนาและให้ความช่วยเหลือด้านนโยบาย

 

  • โครงการ NCS ต่าง ๆ เทียบได้กับตัวเลือกทางวิศวกรรม (เช่น เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บ คาร์บอน) ในแง่ของต้นทุนและผลตอบแทนการลงทุน แต่ดีกว่ามากเมื่อพิจารณาจากประโยชน์ด้านอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ คาร์บอน เช่น ผลลัพธ์ด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โครงการ NCS ต่าง ๆ จะสร้างผลกระทบเชิงบวกได้มาก อันนอกเหนือจากประเด็นด้านคาร์บอนเพียงอย่างเดียว เมื่อมีการนำใช้พร้อมการป้องกันที่เหมาะสม เช่น การอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ และนิเวศบริการแก่ชุมชนในท้องถิ่น เช่น การจัดหาน้ำจืด อาหาร และการบรรเทาความเสี่ยง จากภัยพิบัติ

 

  • เราสามารถลดความเสี่ยงจากโครงการ NCS ผ่านการให้ความช่วยเหลือด้านนโยบาย การปรับใช้เทคโนโลยี การรวมกันชนทางต้นทุน และการมีส่วนร่วมของชุมชนล่วงหน้า

 

 

“เราจะพบว่าระบบนิเวศที่มีคาร์บอนสูงที่สุดในโลกหลายแห่ง ทั้งป่าเขตร้อน พื้นที่ดินพรุ และป่าชายเลน อยู่ในเอเชียนี่เอง ธรรมชาติมอบเทคโนโลยีที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดสำหรับกำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ แต่กลับมีเงินทุนไม่มาก แม้ว่าจะมีการจัดทำข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศระดับองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นทุกวัน รายงานฉบับนี้มอบแนวทางการดำเนินงาน ที่ชัดเจนสำหรับการลงทุนโดยตรงในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศแบบธรรมชาติ” ดร. ริชาร์ด โจ รองประธานอาวุโสของ องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ ฝ่ายพื้นที่เอเชีย-แปซิฟิก กล่าว

 

โอกาสของ NCS ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผลประโยชน์จาก NCS ที่มีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นที่จับตามอง เนื่องจากภูมิภาคแห่งนี้มีป่าดิบชื้นที่กว้างใหญ่ รวมทั้งมีจำนวนต้นโกงกางและหญ้าทะเลที่หนาแน่น ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้จึงมีเงื่อนไขที่ดียิ่งในการลงทุนด้าน NCS และการนำไปใช้ทั้งกับคาร์บอนทางพื้นดินและทางทะเล รวมถึงศักยภาพมหาศาลสำหรับคาร์บอนที่ลงทุนได้ อาทิ งานวิจัยฉบับใหม่จากศูนย์การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอิงตามธรรมชาติของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS Centre for Nature-based Climate Solutions) ในปีนี้แสดงให้เห็นว่า การปกป้องป่าเขตร้อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจทำให้เกิด ผลตอบแทนการลงทุนได้สูงถึง 2.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในหนึ่งปี

 

มีความคืบหน้าอย่างมากในการใช้และปลุกเร้าให้เกิด NCS ในประเทศต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายประเทศ กำลังพัฒนากฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการสนับสนุนให้มีการผนวก NCS ไว้ในระเบียบเหล่านั้น โดยในหน้าที่ 61-64 ของรายงานระบุถึงการวิเคราะห์ระดับของแต่ละประเทศ ที่ประเมินนโยบายการลงทุนด้าน NCS ที่สำคัญที่สุด รวมถึงโอกาสการมีส่วนร่วมทางนโยบายในการยกระดับ NCS

 

นอกจากการปกป้องป่า การปลูกป่าก็เป็นการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอีกประการหนึ่งที่มีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศ ที่เป็นไปได้มากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้กระทั่งหลังจากที่พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น ข้อจำกัดทางชีวกายภาพ การเงิน และการใช้ที่ดินแล้ว การปลูกป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เป็นไปได้ระหว่าง 0.4 ถึง 0.5 พันล้านตันต่อปี[3] ในบรรดาระบบนิเวศต่าง ๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือว่ามีความหนาแน่นสูงด้านการคาดการณ์ทางคาร์บอน สำหรับการลงทุนด้าน NCS รวมถึงคาร์บอนทั้งทางพื้นดินและทางทะเล

 

“การบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เป็นไปได้และการผลตอบแทนทางการเงินของ NCS เทียบได้กับการแก้ไขปัญหา โดยการบรรเทาทางวิศวกรรม หากพิจารณาผลประโยชน์ร่วมอื่น ๆ ที่มาจาก NCS เช่น อากาศและน้ำที่สะอาด ความสามารถในการฟื้นตัวของชายฝั่ง การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การคุ้มครองความมั่นคงทางอาหาร และการป้องกันน้ำท่วม จะเห็นว่า NCS ให้ผลประโยชน์มากกว่า” ศาสตราจารย์โกห์ เหลียน ปิน ผู้อำนวยการศูนย์การแก้ไขปัญหา สภาพภูมิอากาศอิงตามธรรมชาติของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าว

 

การผลักดัน NCS ให้มีบทบาท

รายงานชี้ให้เห็นการดำเนินการห้าด้านที่ช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ นำ NCS ไปใช้

 

 

  • การลงทุนใน NCS และสิ่งชดเชยควรเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศที่กว้างขึ้น ซึ่งรวมถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยมุ่งเป้าที่จะทำให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 ตามความตกลงปารีส

 

  • ภาคเอกชนมีบทบาทที่ไม่เหมือนใครและสำคัญในการยกระดับ NCS โดยประกอบด้วยการซื้อและการให้เครดิต คาร์บอนคุณภาพสูง การสนับสนุนการพัฒนาแบบจำลองทางธุรกิจ และนวัตกรรมทางเทคนิคสำหรับการออกแบบ การดำเนินการ และการตรวจสอบความถูกต้องของโครงการ รวมทั้งการสนับสนุนการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาล ในระดับชาติและเขตอำนาจศาล นั่นรวมถึงการปรับให้สอดคล้องกับกรอบการทำงานระดับประเทศซึ่งเป็นกรอบ ที่เกิดขึ้นใหม่สำหรับ NCS และการให้ความชัดเจนด้านการเป็นเจ้าของเครดิตเพื่อไม่ให้มีการนับซ้ำ

 

  • บริษัทต่าง ๆ ควรใช้ราคาต่อเมตริกตันที่โปร่งใสซึ่งสนับสนุนโครงการที่ยั่งยืนและ “คุณภาพสูง”

 

  • การลงทุนในการวิเคราะห์เชิงพื้นที่เชิงลึกตามหลักวิทยาศาสตร์เพื่อหาขอบเขตทั้งหมดของทั้ง NCS และผลประโยชน์ร่วมที่ได้รับ จะช่วยรับรองถึง ROI ที่ดีขึ้นและตรงเป้าหมายมากขึ้น ช่วยประเมินผลกระทบ และอาจเรียกราคาที่สูงขึ้นได้

 

  • คาร์บอนทางทะเลเป็นโอกาสหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็ยังมีการนำเสนอในตลาดคาร์บอนอยู่น้อย เนื่องจากมีศักยภาพในการยกระดับที่จำกัดและข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ธุรกิจต่าง ๆ จึงควรค้นหาและกำหนดพื้นที่ เป้าหมายที่จะสร้างผลประโยชน์ร่วมได้มากที่สุด

 

 

มิคเคิล ลาร์เซน ประธานกรรมการด้านความยั่งยืนของธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์กล่าวว่า “การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ แบบธรรมชาตินำเสนอวิธีการที่ดึงดูดในการจัดการกับแนวโน้มที่เป็นภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความพยายามโดยรวมในกลุ่มผู้มีบทบาททั้งภาครัฐและเอกชนเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้เรื่องนี้บรรลุผล ด้วยวิทยาศาสตร์ นักลงทุน และหน่วยโครงสร้างอื่น ๆ ของระบบนิเวศที่กำลังเข้าที่เข้าทางนี้ ตอนนี้เราจึงมาถึงจุดเปลี่ยนที่เราสามารถกระตุ้นการเติบโตและผลักดันการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมากโดยมีการผสานการลงทุน นวัตกรรม และความเชี่ยวชาญของภาคเอกชน ภาคเอกชนจำเป็นต้องพิจารณาผลประโยชน์ของชุมชนที่ตนรับใช้มากกว่าที่เคย แทนการมุ่งเน้นไปที่ผู้ถือหุ้นเป็นหลัก สิ่งนี้ไม่เพียงเป็นการทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ยังทำให้ธุรกิจต่าง ๆ อยู่ในจุดที่เหมาะสม ต่อการบรรเทาความเสี่ยงที่เป็นเป็นไปได้ และคว้าโอกาสในเขตแดนใหม่นี้ ที่ธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์ เรามุ่งมั่นสนับสนุน การพัฒนาความร่วมมือและกรอบการทำงานทางอุตสาหกรรม ที่จะช่วยปูทางไปสู่อนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนยิ่งขึ้น”

 

สามารถดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://bit.ly/3lTaBuz

 



[1] IPCC. (2018). IPCC, 2018: Summary for Policymakers (Global Warming of 1.5°C. An IPCC Special Report on the Impacts of Global Warming of 1.5°C above Pre-Industrial Levels and Related Global Greenhouse Gas Emission Pathways, in the Context of Strengthening the Global Response to the Threat of Climate Change, Sustainable Development, and Efforts to Eradicate Poverty)

[2]Griscom, B. W., Busch, J., Cook-Patton, S. C., Ellis, P. W., Funk, J., Leavitt, S. M., Lomax, G., Turner, W. R., Chapman, M., Engelmann, J., Gurwick, N. P., Landis, E., Lawrence, D., Malhi, Y., Schindler Murray, L., Navarrete, D., Roe, S., Scull, S., Smith, P., … Worthington, T. (2020). National mitigation potential from natural climate solutions in the tropics. Philosophical Transactions of the Royal Society B: Biological Sciences, 375(1794), 20190126. https://doi.org/10.1098/rstb.2019.0126

[3] Y. Zeng, T.V. Sarira, L.R. Carrasco, K.Y. Chong, D.A. Friess, J.S.H. Lee, P. Taillardat, T.A. Worthington, Y. Zhang, L.P. Koh. 2020. Economic and social constraints on reforestation for climate mitigation in Southeast Asia. Nature Climate Change 10:842–844.

 

เกี่ยวกับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ (Conservation International)

องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ที่สำคัญซึ่งมนุษย์ได้รับจากธรรมชาติ โดยกำลังผลักดันนวัตกรรม
และการลงทุนด้านการแก้ไขวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศที่อิงตามธรรมชาติ สนับสนุนการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญ และส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจซึ่งมีพื้นฐานเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ผ่านวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือ และการทำงาน
ภาคสนาม องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติดำเนินงานใน 30 ประเทศทั่วโลก โดยส่งเสริมให้สังคมในทุกระดับ
ช่วยกันสร้างโลกที่สะอาดขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น ติดตามการทำงานขององค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติได้ที่ Conservation News, Facebook, Twitter, Instagram และ YouTube

 

เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore: NUS)

 

มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ คือมหาวิทยาลัยชั้นนำของสิงคโปร์ ซึ่งมอบแนวทางระดับโลกด้านการศึกษา การวิจัย และการเป็นผู้ประกอบการ โดยมุ่งเน้นที่มุมมองและความเชี่ยวชาญของเอเชีย มหาวิทยาลัยแห่งนี้มี 17 คณะทั่วทั้ง 3 วิทยาเขตในสิงคโปร์ โดยมีนักศึกษามากกว่า 40,000 คนจาก 100 ประเทศที่ทำให้ชุมชนวิทยาเขตมีชีวิตชีวาและมีความหลากหลาย นอกจากนี้ ยังมีการก่อตั้งโครงการวิทยาลัยต่างประเทศ (NUS Overseas Colleges) ในเมืองต่าง ๆ มากกว่า 15 แห่งทั่วโลก

 

สหสาขาวิชาชีพและแนวทางที่ใช้งานได้จริงของเราในการจัดการศึกษา การวิจัย และการเป็นผู้ประกอบการ ช่วยให้เราทำงาน
อย่างใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม รัฐบาล และสถาบันการศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญและซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับเอเชียและโลก นักวิจัยในคณะต่าง ๆ ของเรา สถาบันวิจัยระดับมหาวิทยาลัย 31 แห่ง ศูนย์วิจัยความเป็นเลิศ และห้องปฏิบัติการขององค์กร ต่างมุ่งเน้นไปที่หัวข้อต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงด้านพลังงาน ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและเมือง การรักษาและป้องกันโรค ผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพ วัสดุขั้นสูง การบริหารความเสี่ยง และความยืดหยุ่นของระบบการเงิน เอเชียศึกษา และขีดความสามารถ
ในการเป็นประเทศที่ชาญฉลาด (Smart Nation) เช่น ปัญญาประดิษฐ์ วิทยาศาสตร์ข้อมูล การวิจัยปฏิบัติการ และความปลอดภัย
ทางไซเบอร์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาดูที่ www.nus.edu.sg

 

เกี่ยวกับธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์ (DBS Bank)

 

ธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์ เป็นกลุ่มบริการทางการเงินชั้นนำในเอเชียซึ่งมีการดำเนินงานในตลาด 18 แห่ง โดยมีสำนักงานใหญ่
และจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ ธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์จัดอยู่ในสามแกนสำคัญด้านการเติบโตของเอเชียอันประกอบด้วย จีนแผ่นดินใหญ่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ อันดับเครดิตของธนาคารอยู่ที่ “AA-” และ “Aa1” ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก ธนาคารแห่งนี้ได้รับการยอมรับด้านความเป็นผู้นำระดับโลก โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ธนาคารที่ดีที่สุดของโลก” โดย Euromoney, “ธนาคารระดับโลกแห่งปี” โดย The Banker และ “ธนาคารที่ดีที่สุดในโลก” โดย Global Finance

 

ธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์ให้บริการอย่างเต็มรูปแบบด้านการธนาคารแก่ลูกค้า ธุรกิจรายย่อย และองค์กร การที่ธนาคารเกิด
และเติบโตในเอเชีย จึงเข้าใจความซับซ้อนของการทำธุรกิจในตลาดที่มีพลวัตมากที่สุดในภูมิภาค ธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์
มุ่งมั่นที่จะสร้างสัมพันธภาพอันยาวนานกับลูกค้า และสร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อชุมชนต่าง ๆ ผ่านการสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม
ตามแนวทางของธนาคารในเอเชีย นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งมูลนิธิมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อส่งเสริมความพยายาม
ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในประเทศสิงคโปร์และทั่วทั้งเอเชีย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาไปที่ www.dbs.com

 

เกี่ยวกับเทมาเส็ก (Temasek)

 

เทมาเส็ก เป็นบริษัทด้านการลงทุนโดยมีมูลค่ากลุ่มหลักทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 3.06 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563 บทบาทสามประการของเราซึ่งประกอบด้วยการเป็นผู้ลงทุน สถาบัน และผู้ให้บริการจัดการทรัพย์สินดังที่อธิบายในกฎบัตร
ของเทมาเส็ก เป็นตัวกำหนดจริยธรรมของเราให้ทำอย่างเรียบร้อย ทำสิ่งที่ถูกต้อง และทำสิ่งที่ดี ที่เทมาเส็ก ความยั่งยืนถือเป็น
แกนหลักของทุกสิ่งที่เราทำ เรามองหาทางออกที่ยั่งยืนในการจัดการกับความท้าทายในปัจจุบันและอนาคตอย่างแข็งขัน โดยเราคว้าโอกาสการลงทุนและโอกาสอื่น ๆ ที่ช่วยให้โลกดีขึ้น ฉลาดขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาไปที่ www.temasek.com.sg

https://www.media-outreach.com/release.php/View/57568#Contact Temasek https://www.media-outreach.com/release.php/Images/110600/temasek-logo.jpg 2020-12-08T11:00:00+08:00 2020-12-08T10:26:13+08:00

Emerge X Program เป็นส่วนหนึ่งในความริเริ่ม 100 Unicorns ของไมโครซอฟท์ เพื่อค้นหาและบ่มเพาะสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีศักยภาพสูง รวมถึงสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตในตลาดเกิดใหม่ทั่วเอเชียแปซิฟิก

 

สิงคโปร์ – Media OutReach – 8 ธันวาคม 2563 – บริษัทสตาร์ทอัพสี่รายจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และสิงคโปร์ชนะการแข่งขันเสนอแผนธุรกิจ Emerge X Regional Pitching Competition ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก

 

1. Abivin จากเวียดนาม: แพลตฟอร์มขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอที่ช่วยจัดการซัพพลายเชนในธุรกิจต่างๆ โดยแก้ปัญหาเส้นทางเดินยานพาหนะ

2. Lifetrack Medical Systems ในฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ แพลตฟอร์มบนคลาวด์ที่ช่วยให้คนไข้ในประเทศที่กำลังพัฒนา่เข้าถึงภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ในราคาไม่แพง

3. Agrithmics จากศรีลังกา โซลูชั่นบนคลาวด์ที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรโดยนำเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาจัดการระบบซัพพลายเชนจากฟาร์มสู่โรงงานผลิต และเชื่องโยงเกษตรกรกับผู้รับซื้อเข้าด้วยกัน

4. Milky Way AI, จากสิงคโปร์ โซลูชั่นค้าปลีกอัจฉริยะขับเคลื่อนด้วยเอไอที่นำเทคโนโลยีจดจำภาพมาช่วยร้านค้าปลีกในการจัดการชั้นวางสินค้าและเพิ่มยอดขาย

 

“เอเชียแปซิฟิกจะยืนอยู่แถวหน้าในการเจริญรุดไปของโลกได้จำเป็นต้องอาศัยคนที่กล้าคิด กล้าฝันถึงสิ่งใหม่ๆ ในอนาคต ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในโลกของเทคโนโลยีที่มีผู้ใช้งานหลากหลายเช่นนี้ นี่คือเหตุผลที่ไมโครซอฟท์สร้างเทคโนโลยีที่ใครก็สามารถนำไปต่อยอดและจะสำเร็จได้เมื่อเราร่วมมือกัน” Andrea Della Mattea ประธานของไมโครซอฟท์เอเชียแปซิฟิก กล่าว “โครงการ Highway to a 100 Unicorns และโปรแกรม Emerge X ของเรา มุ่งเป้าช่วยเหลือสตาร์ทอัพที่กำลังอยู่บนเส้นทางการคิดค้นนวัตกรรม เพื่อให้พวกเขาเข้าใจถึงความต้องการของตลาดและช่วยฟื้นฟูธุรกิจ”

 

บ่มเพาะระบบนิเวศน์สตาร์ทอัพในตลาดเกิดใหม่ทั่วเอเชียแปซิฟิก

Emerge X Program เป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่ม Highway to a 100 Unicorns ของไมโครซอฟท์ที่เปิดตัวในเอเชียแปซิฟิกไปเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 หลังจากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในอินเดีย ไมโครซอฟท์ร่วมกับผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นด้านระบบนิเวศน์ของสตาร์ทอัพกว่า 70 ราย ตลอดจนรัฐบาลของประเทศต่างๆ 16 ประเทศในการเสนอชื่อสตาร์ทอัพศักยภาพสูงกว่า 300 รายให้เข้าร่วมโปรแกรม

 

ประเทศต่างๆ ทั้ง 16 ประเทศที่เข้าร่วมประกอบด้วย บังคลาเทศ ภูฐาน บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย มัลดีฟส์ เมียนมาร์ เนปาล นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา สิงคโปร์ ไทย และ เวียดนาม

 

สตาร์ทอัพจำนวน 79 รายได้รับเลือกให้เข้าร่วมโปรแกรม Emerge X ของไมโครซอฟท์ โดยพวกเขาจะได้เข้าร่วมโปรแกรมให้คำปรึกษาโดยพี่เลี้ยงผู้มากประสบการณ์จากโครงการ Microsoft for Startups เป็นระยะเวลาหนึ่งปีเต็มเพื่อช่วยเร่งการเติบโต ได้รับเครดิต GitHub และ Azure มีโอกาสเข้าค่าย Founder Bootcamp เป็นระยะเวลา 3 วัน ได้เข้าถึงลูกค้าองค์กรทั่วโลกผ่านโปรแกรมขายร่วมอันเป็นเอกลักษณ์ของไมโครซอฟท์ ทั้งยังได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญของไมโครซอฟท์และผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ

 

สตาร์ทอัพจำนวน 21 รายได้นำเสนอแผนธุรกิจในการแข่งขันระดับภูมิภาค Emerge X Regional Pitching Competition ที่จัดขึ้นระหว่าง Philippines Startup Week 2020 โดย Abivin, Lifetrack Medical Systems, Agrithmics และ Milky Way AI ได้รับเลือกให้เป็นสุดยอดสตาร์ทอัพประจำภูมิภาค จากการคัดสรรของคณะผู้ตัดสินซึ่งประกอบด้วยนักลงทุนชั้นแนวหน้าและผู้นำระบบนิเวศน์สตาร์ทอัพ อาทิ นักลงทุนจาก BOV Capital, Cradle, Monk’s Hill Ventures, Movac, M12, SBK Tech Ventures, Sequoia, Vista Consulting Group, 54i Ventures รวมทั้งผู้นำระบบนิเวศน์จาก GitHub และ Target Accelerator

 

รายละเอียดเกี่ยวกับสุดยอดสตาร์ทอัพทั้งสี่รายดูได้ใน ภาคผนวก ก ส่วนรายชื่อของสตาร์ทอัพในโปรแกรม Emerge X และคณะผู้ตัดสินของ Philippine Startup Week 2020 ดูได้ในภาคผนวก ข

 

Highway to a 100 Unicorns ที่งาน Singapore Week of Innovation & Technology 2020

Highway to a 100 Unicorns Regional APAC Event ของไมโครซอฟท์จะจัดขึ้นที่งาน Singapore Week of Innovation & Technology (SWITCH) 2020 ในวันที่ 9 ธันวาคม ระหว่างเวลา 14:00-16:00 น. ผู้นำอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งจากไมโครซอฟท์และคู่ค้าจะมาเล่าถึงโอกาสในภายภาคหน้าและความท้าทายต่างๆ ที่สตาร์ทอัพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอาจต้องเผชิญ สตาร์ทอัพ Emerge X ทั้งสี่รายจะมาเล่าถึงเรื่องราวการ ก่อร่างสร้างธุรกิจและการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ปัญหาหลักๆ ที่เจ้าของกิจการในอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องเผชิญ

 

Peter Ong ประธานของ Enterprise Singapore ซึ่งเป็นผู้จัดงาน SWITCH กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ไมโครซอฟท์เลือกจัดงาน Highway to a 100 Unicorns Regional APAC Event ที่สิงคโปร์ เราเชื่อมั่นว่าการนำสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาคผู้ผ่านโปรแกรมให้คำปรึกษาโดยพี่เลี้ยง และการแข่งขันเสนอแผนธุรกิจ มาพบปะกับวิทยากรและผู้ร่วมงานจากหลากหลายอุตสาหกรรม จะก่อให้เกิดแรงผลักดันในการพัฒนาสภาวะแวดล้อมและสตาร์ทอัพนวัตกรรมใหม่ต่อไป”

 

ภาคผนวก ก

 

Abivin: เพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชน

ก่อตั้งในปีค.ศ. 2015 Abivin นำเสนอโซลูชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอเพื่อช่วยให้โรงงาน ผู้กระจายสินค้า ร้านค้าปลีก ผู้ขนส่ง ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนผู้ดำเนินการขนส่งคอนเทนเนอร์ จัดการกับความท้าทายด้านการขนส่งและแก้ปัญหาการวางเส้นทางยานพาหนะ ส่งผลให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึงร้อยละ 30

 

“เราสมัครเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Highway to a 100 Unicorns เพื่อเรียนรู้จากไมโครซอฟท์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่างๆ และสตาร์ทอัพอื่นทั่วเอเชียแปซิฟิก นับเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากและเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสี่สตาร์ทอัพชั้นนำของภูมิภาคนี้” Cassie Nguyen ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการดำเนินงานและผู้ร่วมก่อตั้ง Abivin กล่าว

 

Lifetrack Medical Systems: เข้าถึงภาพวินิจฉับทางการแพทย์ได้ง่ายกว่าเดิม

Lifetrack Medical Systems ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2011 ด้วยแนวคิดใหม่ในการทำให้ซอฟต์แวร์รังสีวิทยาสามารถเข้าถึงได้ง่ายในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้เงื่อนไขอันท้าทายของตลาดเกิดใหม่ ด้วยแพลตฟอร์ม LifeSys™ คนไข้กว่า 1.7 ล้านรายใน 12 ประเทศได้รับการวินิจฉัยผ่านแพลตฟอร์มนี้

 

“การแข่งขัน Emerge X ของไมโครซอฟท์ ช่วยให้ Lifetrack สามารถขยายงานที่ทำให้ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์สามารถเข้าถึงได้ออกสู่คู่ค้าและผู้สนใจทั่วโลก เราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมโครงการ Highway to a 100 Unicorns และตั้งตารอที่จะทำงานกับไมโครซอฟท์เพื่อผลักดันนวัตกรรมนี้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ” Dr. Eric Schulze ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Lifetrack Medical Systems กล่าว

 

Agrithmics: แปลงซัพพลายเชนจากฟาร์มสู่โรงงานเป็นระบบดิจิทัล

Agrithmics ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2016 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรในศรีลังกา และเชื่อมโยงเกษตรกรรายย่อยกับผู้รับซื้อผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยไม่ต้องผ่านการหากำไรของผู้ค้าคนกลาง เพื่อการเข้าถึงกระแสเงินสดและเครดิตที่ง่ายขึ้น ปัจจุบัน เกษตรกรกว่า 40,000 ราย ใช้งาน AgriX โซลูชั่นบนคลาวด์ที่ทำงานผ่านอินเตอร์เน็ตในทุกสิ่งหรือไอโอที และ Agri-Pay Transaction Switch เพื่อดำเนินการซื้อขาย ในช่วงสามปีที่ผ่านมามีการซื้อขายใบชาดิบกว่า 100 ล้านกิโลกรัมผ่านแพลตฟอร์มนี้

 

“การเข้าร่วมโปรแกรม Emerge X เป็นการเดินทางที่วิเศษมากสำหรับเรา นับเป็นโอกาสอันดียิ่งในการพบกับสตาร์ทอัพระดับภูมิภาครายอื่นเพื่อเรียนรู้แนวคิดนวัตกรรมใหม่ๆ Agrithmics รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Highway to a 100 Unicorns และเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถต่อยอดเพื่อก้าวสู่จุดที่สูงขึ้นได้ด้วยการทำงานร่วมกับไมโครซอฟท์” Prashanth Premakumar ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Agrithmics กล่าว

 

Milky Way AI: ช่วยค้าปลีกบรรลุยอดขายสูงสุด

หลังเปิดตัวในปีค.ศ. 2019 แพลตฟอร์ม Instashelf ของ Milky Way AI ซึ่งใช้เทคโนโลยีจดจำภาพ ได้ช่วยให้ร้านค้าปลีกและ แบรนด์ต่างๆ สามารถจัดการชั้นวางของและสินค้าคงคลังได้ด้วยระบบอัตโนมัติ ร้านค้าปลีกและแบรนด์ชั้นนำในสี่ประเทศใช้งานแพลตฟอร์มนี้ และทีมจัดการสินค้าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในร้านให้สูงขึ้นได้

 

 

“เรายินดีที่ได้ทำงานร่วมกับไมโครซอฟท์ในการแปลงกระบวนการจัดวางสินค้าในร้านค้าปลีกมาสู่ระบบดิจิทัล ด้วย Computer Vision และเอไอ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ลูกค้าผ่านช่องทางหลากหลายและรองรับการขยายงานออกไปทั่วโลก” Eunice Wong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Milky Way AI กล่าว

 

 

ภาคผนวก ข

 

สตาร์ทอัพในโปรแกรม Emerge X

สตาร์ทอัพที่ชื่อปรากฏในตัวเอียงเข้าร่วมใน Emerge X Regional Pitching Competition ณ PH Startup Week 2020

 

  • บังคลาเทศ: Alice Labs, Loop, PriyoShop, Sigmind.ai
  • ภูฐาน: DrukRide, One Click Shop
  • กัมพูชา: Peth Yoeung
  • อินโดนีเซีย: Crowde, GREDU, Kiddo.id, Konvergen AI, Neurosensum, Ritase, Tjetak
  • มาเลเซีย: Alpha Red Services, Betacard, Leaderonomics Digital, Naluri Hidup, OrangeFIN Asia, SalesCandy, Setel, Softinn Solutions, Soft Solvers Solutions, Supplycart.my, Talentcloud.ai
  • มัลดีฟส์: FahiPay
  • เมียนมาร์: Better HR, Expa.ai, Karzo Co., Village Link
  • เนปาล: Digital Age Nepal, The Secured ID, Tootle
  • นิวซีแลนด์: Book Me Bob, Projectworks, Showcase Workshop, Storbie, Vibe.fyi
  • ฟิลิปปินส์: Aiah, ChatGenie, Edukasyon, Expedock, Frontlearners Inc., Investagrams, Lifetrack Medical Systems, Omnirio, Packetworx, Rumarocket, Tangere, Qwikwire
  • สิงคโปร์: Accredify, Bambu, JobKred, Lifetrack Medical Systems, Milky Way AI, Sentient.io, Tookitaki, Wiz.Ai
  • ศรีลังกา: Agrithmics, DirectPay, Eimsky, Enhanzer, InsureMe, OMAK, Roar Global, SIXER VIDEO
  • ไทย: AltoTech, Bizcuit, ENRES, FilmDoo, Finema, Jabjai Corporation, PUUN Intelligent, Ricult, Robolingo, Vonder, ZTRUS
  • เวียดนาม: Abivin, Base.vn, House3D

 

 

รายชื่อกรรมการตัดสิน Emerge X Regional Pitching Competition

 

  • Prajeeth Balasubramaniam, Managing General Partner, BOV Capital
  • Kishan Nadarajah, Principal, BOV Capital
  • Juliana Jan, Chief Investment Officer, Cradle
  • Eunice Wong, Investment Associate, Monk’s Hill Ventures
  • Cassie McAdams, Investment & Community Manager, Movac
  • Abhi K, Partner, India Head, M12
  • Farhan Rahman, Strategic Development Specialist, SBK Tech Ventures
  • Pieter Kemps, Principal, Sequoia
  • Bala Girisaballa, Managing Director, APAC, Vista Consulting Group
  • Dipta Shah, Founding Partner, 54i Ventures
  • Maneesh Sharma, Country Manager, GitHub
  • Ravi Kanniganti, Director & Head, Target Accelerator India

 

 

 

เกี่ยวกับไมโครซอฟท์

บริษัท ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT” @microsoft) เป็นผู้ขับเคลื่อนการปฎิรูปด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ในโลกแห่งอัจฉริยภาพของเทคโนโลยีคลาวด์ที่ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงถึงกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ทุกคนและทุกองค์กรทั่วทุกมุมโลกได้บรรลุผลสำเร็จที่ดียิ่งกว่า

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/57408#Contact Microsoft Asia Pacific https://www.media-outreach.com/release.php/Images/110258/MSFT-logo-jpg.jpeg 2020-12-07T17:50:00+08:00 2020-12-07T20:03:29+08:00

เพื่อยกระดับบริการการรักษาด้วยการผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยในกัมพูชา โครงการ Safe Surgery 2020 ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2561 ได้รับการสนับสนุนจากพยาบาลและเจ้าหน้าที่ด้านวิสัญญีจากประเทศไทยเพื่อช่วยฝึกอบรมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์เกือบ 300 คนทางด้านทักษะด้านศัลยกรรมและการผ่าตัดรวมถึงการให้ยาชาและยาสลบ การถ่ายโอนความรู้และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ และผลจากโครงการริเริ่มได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้อย่างมากในการนำมาซึ่งการรักษาที่ดีขึ้นในภูมิภาคนี้

 

พนมเปญ, กัมพูชา – Media OutReach – 7 ธันวาคม 2563 – Safe Surgery 2020 ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก GE Foundation และพัฒนาร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขกัมพูชาและโรงพยาบาล Calmette ในกรุงพนมเปญได้รับคำแนะนำเพื่อช่วยให้การดูแลรักษาผู้ป่วยวิกฤตสามารถเข้าถึงได้โดยผู้ป่วยในกัมพูชาในจำนวนที่มากขึ้น เนื่องจากการผ่าตัดจำเป็นสำหรับการรักษาโรคและอาการฉุกเฉินต่าง ๆ การให้การดูแลและการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ทันสมัยจะนำมาซึ่งประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมาก

 

การฝึกอบรมโครงการ Safe Surgery 2020 ที่ Calmette

 

องค์ประกอบสำคัญในโครงการ Safe Surgery 2020 คือโมเดล “Train the Trainer” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ รวมถึงการจัดหาเครื่องมือในการฝึกอบรมบุคลากรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลของกัมพูชาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลและการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างการถ่ายทอดความรู้ระหว่างไทยและกัมพูชาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น การฝึกอบรมโดย Safe Surgery 2020 บางส่วนจึงได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกเครือข่ายสหพันธ์สมาคมวิสัญญีแพทย์โลก (WFSA) ในประเทศไทย

 

ฯพณฯ ศาสตราจารย์ Mam Bunheng รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการว่า “เราจับมือกับ Safe Surgery 2020 เพื่อสร้างโอกาสในการฝึกอบรมใหม่ ๆ ที่มีความทันสมัยให้กับเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพของเรา ความมุ่งมั่นของเราคือการได้สนับสนุนและผลักดันให้โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นพันธสัญญาหลักของรัฐบาลกัมพูชา เกิดขึ้นจริง เราตื่นเต้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นและผมเชื่อว่าความรู้และความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่ ณ โรงพยาบาล Calmette ในตอนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยทั่วประเทศ

 

โรงพยาบาล Calmette ในพนมเปญเป็นศูนย์กลางด้านการฝึกอบรม และนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 มีการจัดการฝึกอบรมไปแล้ว 8 ครั้ง “การลดการสูญเสียชีวิตและทุพพลภาพจากสภาวะที่ป้องกันได้และรักษาได้ด้วยการผ่าตัด เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาสุขภาพของประชาชนชาวกัมพูชา เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Safe Surgery 2020 ในฐานะศูนย์กลางความเป็นเลิศ และเห็นถึงความเป็นไปได้ในการฝึกอบรมบุคลากรด้านสุขภาพทั่วประเทศให้มากขึ้นในอนาคต” ศาสตราจารย์ Chheang Ra ผู้อำนวยการทั่วไปแห่งโรงพยาบาล Calmette กล่าว

 

การเดินหน้าจัดตั้งศูนย์กลางความรู้และความเชี่ยวชาญเพื่อฝึกอบรมบุคลากรด้านสุขภาพจะนำไปสู่การวางแผนและกลยุทธ์ที่สามารถใช้ได้จริง และนำไปสู่การปรับปรุงบริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพไม่เพียงเฉพาะในกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังอาจครอบคลุมถึงในภูมิภาคด้วย

 

Cheri Reynolds ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาด้านสุขภาพและโครงการของ Assist International ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของ Safe Surgery 2020 ได้กล่าวย้ำถึงประโยชน์ของ Safe Surgery 2020 ว่า การลงทุนด้านการเสริมสร้างระบบสุขภาพที่สำคัญ ๆ จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของระบบสุขภาพเพื่อให้การผ่าตัดที่ปลอดภัยในทันที รวมถึงสร้างระบบพื้นฐานที่ตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผลเช่นการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในปัจจุบัน การทำงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้เราทราบว่าการเข้าถึงการรักษาด้วยการผ่าตัดและการดมยาสลบอย่างปลอดภัยนั้นมีความท้าทายอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม โครงการในกัมพูชาแสดงให้เราเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาสิ่งนี้ให้ดีขึ้น และเราเห็นศักยภาพที่ดีในการขยายบริการดังกล่าวให้ครอบคลุมทั้งภูมิภาคโดยอาศัยข้อมูลที่เราได้เรียนรู้จากในกัมพูชา

 

จากมุมมองของ GE Foundation Dararith Lim ผู้อำนวยการสูงสุดของ GE Cambodia ได้กล่าวว่า Safe Surgery 2020 เป็นก้าวถัดไปที่สำคัญและมีประสิทธิภาพ ซึ่งต่อยอดจากการทำงานและผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมของโครงการด้านสุขภาพต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ “การลงทุนโดย GE Foundation เพื่อช่วยให้การผ่าตัดที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งมีความทันสมัยยิ่งขึ้นนี้เป็นโครงการริเริ่มชิ้นล่าสุดของเราที่ทำตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อจัดหาการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้ให้กับชุมชนชนบทที่ด้อยโอกาสและอยู่ห่างไกลทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงกัมพูชา เมื่อรวมโครงการ Safe Surgery 2020 แล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เงินทุน 12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก GE Foundation ถูกนำไปใช้เพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วนมากมาย รวมถึงการซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย การพัฒนาโครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อุปกรณ์วิศวกรรมชีวเวชร่วมกับ Duke University และ Engineering World Health รวมถึงการสนับสนุนระบบกรองน้ำและโครงการฝึกอบรมสำหรับโรงพยาบาลต่าง ๆ ปัจจุบัน โครงการเหล่านี้ได้ให้ความช่วยเหลือโรงพยาบาลต่าง ๆ ใน 25 จังหวัดไปมากกว่า 40 แห่ง

 

ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล Calmette และ Safe Surgery 2020 เริ่มขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายน 2561 เมื่อ GE Foundation และกระทรวงสาธารณสุขของกัมพูชาแสดงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับการรักษาด้วยการผ่าตัดให้ทันสมัย และทำให้หลายชุมชนสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มีความเหมาะสมทั้งด้านความสำคัญ ความเกี่ยวข้อง และช่วงเวลาสำหรับภูมิภาคที่ผู้คน 97% ไม่สามารถเข้าถึงหรือมีปัญหาในการเข้าถึงการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ปลอดภัย

 

เกี่ยวกับ Safe Surgery 2020

การศัลยกรรมหรือการผ่าตัดเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อรับมือกับความท้าทายที่สำคัญ ๆ ทางด้านสุขภาพของโลก กลุ่มพันธมิตรในวงการสุขภาพทั่วโลกจึงได้ก่อตั้งโครงการ Safe Surgery 2020 ขึ้นในปี พ.ศ. 2558

https://www.safesurgery2020.org/

https://www.media-outreach.com/release.php/View/57352#Contact Safe Surgery 2020 https://www.media-outreach.com/release.php/Images/110027/Safe-Surgery-2020-training-at-Ca.jpg 2020-11-24T11:45:00+08:00 2020-11-24T11:31:14+08:00

ไทเปไต้หวัน – Media OutReach – 24 พฤศจิกายน 2563 – นิติบุคคลศูนย์วิจัยเทคโนโลยีการเกษตร (ครั้งต่อไปจะใช้ชื่อย่อตาม “ศูนย์วิจัยการเกษตร”) ได้รวบรวมผลงานสำคัญประจำปีในด้านเทคนิคเชิงนวัตกรรมแห่งเทคโนโลยีการเกษตรและผลิตภัณฑ์ล้ำหน้าด้วยแนวคิดศูนย์ไต้หวัน เพื่อเข้าร่วมมหกรรมเสมือนจริงทางออนไลน์แห่ง 2020 HORTI ASIA โดยไม่จำเป็นต้องไปถึงสถานที่จัดแสดงในกรุงเทพฯ ก็สามารถเข้าชมเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์จากศูนย์ไต้หวันอย่างใกล้ชิดผ่านแพลตฟอร์มจัดแสดงทางออนไลน์ ซึ่งกระทำให้เทคโนโลยีการเกษตรเชิงนวัตกรรมอันยอดเยี่ยมของไต้หวัน มีโอกาสได้แสดงความสามารถบนเวทีนานาชาติอย่างแจ่มจ้า โดยปราศจากความน่ากังวลถึงผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

 

 

งานมหกรรมดอกไม้และพืชสวนนานาชาติแห่งเอเชีย (Horti ASIA) เป็นการแสดงเจาะจงในหัวข้อดอกไม้ พืชผัก ผลไม้ เทคนิคการปลูกและผลิตสินค้าการเกษตร อีกทั้งรวมถึงเทคนิคโรงเรือน ซึ่งเป็นงานมหกรรมที่สำคัญและมีอันดับนำหน้าในภูมิภาคเอเชีย โดยในทุกปีจะต้องดึงดูดเจ้าหน้าที่จัดซื้อ ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยในด้านการเกษตรเข้าร่วมเป็นจำนวนหลายหมื่นท่าน ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า Horti ASIA มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกระตุ้นการพัฒนาของอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านเทคโนโลยีการเกษตร ในเว็บไซต์ทางการของ Horti ASIA นอกจากได้จัดทำรายการอันน่าดึงดูดสายตาสำหรับผลิตภัณฑ์ที่แสดงในศูนย์ไต้หวัน (Taiwan Pavilion) ยังได้เสนอบริการประสานเจ้าหน้าที่จัดซื้อที่เหมาะสม เพื่อผู้ประกอบธุรกิจเชิงเกษตรในประเทศจะมีโอกาสเข้าถึงช่องทางติดต่อระหว่างประเทศ และขยายธุรกิจไปยังทั่วโลก จุดที่พิเศษกว่าผู้ประกอบธุรกิจอื่นที่เข้าร่วม Horti ASIA ของศูนย์ไต้หวัน คือได้จัดตั้งห้องนิทรรศการดิจิตอลเป็นมิติ 3D เพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดให้กับผู้ชม โดยได้ปรับใช้การออกแบบเชิงศิลปะควบคู่กับการจัดวางผลิตภัณฑ์เสมือนจริง แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของศูนย์ไต้หวันอย่างสมบูรณ์แบบและครบวงจร เพื่อผู้ชมทุกท่านจะได้เกิดความประทับใจและได้รับประสบการณ์ที่เสมือนได้สัมผัสอย่างแท้จริง ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่ไต้หวันต้องการส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรในมหกรรมนานาชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศและเพิ่มชื่อเสียงให้กับเทคนิคการเกษตรของไต้หวัน

 

ในกิจกรรมครั้งนี้ ศูนย์ไต้หวันได้ประสานหน่วยงานวิจัยและทำการทดลองทางการเกษตรที่อยู่ภายใต้สภาเกษตรไต้หวัน และผู้ประกอบธุรกิจเชิงเกษตรที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ ตามนโยบายมุ่งสู่ใต้ใหม่ เพื่อร่วมแสดงเครื่องยนต์การเกษตร วัตถุสำหรับการเกษตร เมล็ดพันธุ์และต้นอ่อนพืชเขตร้อน อุปกรณ์โรงเรือน และอุปกรณ์เกษตรอัจฉริยะ โดยทั้งหมดมีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์เข้าร่วมมหกรรมมากกว่า 20 รายการ เช่น: “เทคนิคผลิตปุ๋ยเม็ดจากมูลไก่” ที่พัฒนาโดยศูนย์ทดลองการเกษตร มีต้นทุนผลิตต่ำ ซึ่งคาดว่าจะต้องเป็นจุดได้เปรียบอย่างมากในการแข่งขันของตลาด; สำนักงานเกษตรและอาหาร ศูนย์วิจัยปรับปรุงแห่งเกาสงและไถจง ได้รวบรวมอุปกรณ์และเครื่องยนต์การเกษตรหลากหลายรายการ อันที่สามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรแห่งบุคคลเป็นอย่างยิ่ง; “อุปกรณ์ล่อจับแมลง” จากศูนย์วิจัยปรับปรุงเถาหยวน สามารถล่อจับแมลงศัตรูพืชในโรงเรือนได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งเป็นผลงานจากการสนับสนุนวิธีกำจัดแมลงด้วยเทคนิคทางชีวภาพอย่างทุ่มเท; อีกทั้งยังได้เสนอเมล็ดพันธุ์และต้นอ่อนของพืชผักที่ทนต่ออากาศร้อนจากศูนย์เมล็ดพันธุ์และต้นอ่อน ศูนย์วิจัยปรับปรุงแห่งไถหนานและฮวาเหลียน ซึ่งมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมการจำหน่ายไปยังประเทศเขตร้อน ในส่วนผู้ประกอบธุรกิจเชิงเกษตรต่างๆ บริษัทผนังกระจกอัตโนมัติไถติ่ง (TAIDING) ได้เสนออุปกรณ์โรงเรือนสีเขียวที่เหมาะสมกับอากาศเขตร้อน เพื่อรับมือกับการท้าทายจากสภาพอากาศในประเทศต่างๆ ตามนโยบายมุ่งสู่ใต้ใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจุดเด่นในขั้นตอนการผลิต; บริษัทเทคโนโลยีการบินและอวกาศจิงเหว่ย (GEOSAT) และบริษัทเทคโนโลยีไห่ปั๋วเท่อ (HIPOINT) ต่างได้แสดงโครนบินเพื่อการเกษตรและระบบอัตโนมัติในการวิเคราะห์ฟีโนไทป์หรือลักษณะปรากฏ โดยปรับใช้ผลิตภัณฑ์เป็นมิติเสมือนจริงและการฉายวีดีโอ จึงได้สร้างความรู้สึกเสมือนสัมผัสจริงในสถานที่ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลงานจากระบบการเกษตรอัจฉริยะ; ส่วนเมล็ดพันธุ์และต้นอ่อนต่างๆ จากบริษัทเทคโนโลยีการเกษตรไถอี (TAII) ที่ได้จำหน่ายไปยังทั่วโลกนั้น ย่อมเป็นฐานรากสำคัญที่นำไต้หวันมาถึงฐานะผู้นำเทคโนโลยีการเกษตร

 

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึงปลายปีนี้ (2020) ท่านสามารถเข้าชมศูนย์ไต้หวันอันงดงาม และได้เห็นผลิตภัณฑ์การเกษตรเชิงนวัตกรรมต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง โดยผ่านเว็บไซต์ทางการของ Horti ASIA หรือสแกน QR code ด้านล่าง ขอเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจเชิงเกษตร ถือโอกาสพิเศษเข้าร่วมมหกรรมในครั้งนี้

 

เข้าชมทางออนไลน์: https://livetour.istaging.com/37423bcb-1386-4331-be96-91590d6e51d8

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/55391#Contact Council of Agriculture, Executive YUAN https://www.media-outreach.com/release.php/Images/105771/CT.jpg 2020-11-20T15:30:00+08:00 2020-11-20T15:18:58+08:00

เซินเจิ้น ประเทศจีน – Media OutReach – 20 พฤศจิกายน 2563 – Infinix, แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงระดับโลกเป็นผู้บุกเบิกเอ็นจิ้นเพิ่มประสิทธิภาพเกม Dar-link 1.0 ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของทีมวิจัยและพัฒนาของ Infinix ในการปรับปรุงประสบการณ์การเล่นเกม โดยเทคโนโลยีนี้ช่วยพัฒนาระบบโดยการปรับปรุงหลายปะการ ซึ่งรวมถึง การแสดงผลกราฟิก ความไวของหน้าจอสัมผัส และการเพิ่มประสิทธิภาพการโหลดข้อมูล ในปัจจุบัน Infinix เป็นรายแรกที่นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับอุปกรณ์เรือธง Zero 8 ปี 2563 ซึ่งนำประสบการณ์การเล่นเกมรูปแบบใหม่มาสู่ผู้ใช้

 

 

Matt กล่าวว่า “ทีมงาน Infinix R&D ของ Infinix ได้ทำการทดสอบหลายครั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ Dar-link เกมเอนจิ้น โดยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหลาย ๆ อย่างซ้ำ ๆ ที่ผู้ใช้เผชิญ นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่สำคัญของ Infinix ตัวนี้นำมาซึ่งการโต้ตอบในเกมและประสบการณ์การแสดงผลระดับใหม่ และเพิ่มประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่ดีให้แก่ผู้ใช้ PUBG และเกมมือถืออื่น ๆ “

 

การแสดงผลกราฟิกที่ราบรื่นและเสถียร

 

ฟังก์ชั่นการประมวลผลการเพิ่มประสิทธิภาพหน้าจอของ Dar-link 1.0 ใช้อัลกอริทึมหลายตัวเพื่อปรับหน้าจอแสดงผลของเกมให้เหมาะสมและจดจำฉากหน้าจอที่แตกต่างกันผ่านการคำนวณอัจฉริยะเพื่อให้อัตราการประมวลผลภาพของเกมตรงกับความต้องการของฉากที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ด้านภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ อัลกอริทึมการคาดคะเนอัตราเฟรมยังสามารถสร้างภาพล่วงหน้าโดยอิงจากฉากต่าง ๆ ในเกม ด้วยการปรับหน้าจอให้เหมาะสมทำให้การสลับฉากของเกมเร็วขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น การแสดงภาพที่สมจริงทำให้เกิดการเล่นเกมที่สมจริงสำหรับผู้เล่น เพิ่มอรรถรสในประสบการณ์การเล่นเกม และทำให้การผจญภัยในเกมมีชีวิตชีวามากขึ้น

 

ความไวของหน้าจอสัมผัสที่ดีขึ้น

 

Dar-link เกมเอ็นจิ้น ควบคุมพลังการประมวลผลจากชิปอย่างชาญฉลาด ชิปเซ็ต Infinix Zero 8 Helio G90T ช่วยเพิ่มความสามารถในการเรนเดอร์ภาพ GPU และการแสดงผลหน้าจอเพื่อเพิ่มความไวของหน้าจอสัมผัสและลดเวลาแฝงเมื่อรีเฟรชหน้าจอ สิ่งนี้ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ด้านการสัมผัสเมื่อเล่นเกม ซึ่งเป็นที่ประจักษ์โดยเฉพาะสำหรับ PUBG ด้วยการสลับฉากที่เสถียร ผู้ใช้จะสามารถจับเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วผ่านอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสในระดับมิลลิวินาที ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการชนะ การตอบสนองต่อการสัมผัสที่ละเอียดอ่อนช่วยให้ผู้ใช้สัมผัสกับความตื่นเต้นเหมือนเข้าไปอยู่ในเกม นอกจากนี้ยังช่วยให้นักเล่นเกมสามารถเล่นเกมได้เร็วขึ้น

 

 

เพื่อควบคุมการโหลดข้อมูลให้ดีขึ้น

 

ประสิทธิภาพของชิปจะลดลงจากการใช้งานโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานเกมมือถือที่มีความจุสูง สาเหตุเกิดมาจากความร้อนที่เกิดขึ้นจากอุปกรณ์ ทั้งนี้ประสิทธิภาพที่ลดลงจะส่งผลต่อประสบการณ์การเล่นเกม นวัตกรรมทางเทคโนโลยีของ Infinix จะปรับความเร็วในการทำงานของ CPU/GPU อย่างชาญฉลาด จะจัดการและจัดสรรทรัพยากรตามสถานการณ์ต่าง ๆ ของเกมเพื่อรักษาการทำงานของโทรศัพท์มือถือให้มีประสิทธิภาพแก้ปัญหาสัญญาณกระตุกขณะเล่นเกม และทำให้เกมลื่นไหลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิของอุปกรณ์ได้อีกด้วย

 

เกี่ยวกับ Infinix

Infinix Mobile เปิดตัวในปี 2556 และกำหนดเป้าหมายไปที่คนรุ่นใหม่ โดยเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยระบบออนไลน์ โดยการที่ Infinix มีคำขวัญ” THE FUTURE IS NOW หรือ อนาคตคือปัจจุบันนี้” เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ Infinix มีเป้าหมายเพื่อทำให้แบรนด์โดดเด่นและทำให้โลกเห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นใคร Infinix มุ่งมั่นที่จะนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด การออกแบบที่โดดเด่นและมีสไตล์เพื่อให้ผู้บริโภคอินเทรนด์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Infinix ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ 5 กลุ่ม ได้แก่ ZERO, NOTE, HOT, S และ SMART ซึ่งต่างช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ใช้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีล้ำสมัยและสัมผัสกับไลฟ์สไตล์ที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น

 

Infinix มีหน้าบริษัทอยู่ในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมแอฟริกา ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม: http://www.infinixmobility.com/

https://www.media-outreach.com/release.php/View/55125#Contact Infinix https://www.media-outreach.com/release.php/Images/105364/in1-2-.jpg 2020-11-20T15:30:00+08:00 2020-11-20T15:34:40+08:00

สิงคโปร์ – Media OutReach – 20 พฤศจิกายน 2563 – เทศกาลภาพยนตร์ True Colors Film Festival (TCFF) ที่จัดโดยมูลนิธิ นิปปอน นำเสนอภาพยนตร์และหนังสั้นที่ได้รับรางวัลกว่า 30 เรื่องให้รับชมออนไลน์ระหว่างวันที่ 3 ถึง 12 ธันวาคม 2563 ภาพยนตร์ทั้งหมดเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ อาทิ ความหวัง ความฝัน และการข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลง สามารถรับชมได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

 

 

 

 

ภาพยนตร์ที่นำกลับมาอีกครั้ง

 

The Chess Game of the Wind (ค.ศ. 1976; อิหร่าน) ออกฉายเพียงสองครั้งในปี 1976 แล้วสูญหายไปหลังการปฏิวัติอิหร่าน ภาพยนตร์ถูกค้นพบโดยบังเอิญในร้านขายของสัพเพเหระเมื่อปี 2014 โดยลูกๆ ของผู้สร้างภาพยนตร์ Mohammed Reza Aslani ภาพยนตร์ที่ห้ามฉายในอิหร่านนี้ถูกลักลอบนำไปยังปารีสเพื่อฟื้นฟูโดย The Film Foundation’s World Cinema Project องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของ Martin Scorsese หนังบอกเล่าเรื่องราวของทายาทสาวตระกูลใหญ่ผู้เป็นอัมพาตและเหล่าชายที่จ้องหาประโยชน์จากเธอ

 

Moral (ค.ศ. 1982; ฟิลิปปินส์) ภาพยนตร์โดย Marilou Díaz-Abaya ผู้โด่งดังในการนำเสนอประเด็นทางสังคม-การเมืองจากมุมมองสตรีนิยม หนังได้รับการฟื้นฟูโดย ABS-CBN ในปี 2017 ในโครงการจัดทำต้นฉบับดิจิตอลของหนังฟิลิปปินส์ที่ได้รับการคัดเลือก Moral เป็นเรื่องราวของสตรีสี่คนที่ต้องรับมือกับเรื่องหนักๆ อาทิ การขมขืน การทำแท้ง และเสรีภาพทางเพศในสังคมที่ชายเป็นใหญ่

 

 

ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล

 

Listen (ค.ศ. 2020; โปรตุเกส/สหราชอาณาจักร) ภาพยนตร์โปรตุเกสที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมและกวาดเจ็ดรางวัลจากเทศกาล Venice Film Festival 2020 นำเสนอเรื่องราวการต่อสู้ดิ้นรนของผู้อพยพและสถานการณ์ที่ยากลำบาก

 

 

Mental (ค.ศ. 2008; ญี่ปุ่น/สหรัฐอเมริกา) ภาพยนตร์ที่ชนะรางวัลสารคดียอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ Busan International Film Festival และภาพยนตร์ที่ได้รับเลือกอย่างเป็นทางการจากเทศกาลภาพยนตร์ Berlin International Film Festival เล่าเรื่องราวอันสลับซับซ้อนของคลินิกจิตเวชแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นตลอดจนชีวิตของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ในนั้น

 

Darkness and Light (ค.ศ. 1999; ไต้หวัน) ภาพยนตร์ที่กวาดหลายรางวัล รวมทั้งรางวัล Tokyo Grand Prix จากเทศกาลภาพยนตร์ Tokyo Film Festival 1999 รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และรางวัลตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์ Golden Horse

 

 

วันที่ 3 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเปิดตัว TCFF ตรงกับวันคนพิการสากล เพื่อเป็นการระลึกถึงคนพิการกว่าหนึ่งพันล้านคนบนโลกนี้ TFCC จึงได้จัดฉายภาพยนตร์ในธีมดังกล่าว คือ 37 Seconds (2019; ญี่ปุ่น) นักเขียนการ์ตูนวันเยาว์ผู้พิการทางสมองที่เอาชนะข้อจำกัดและสร้างชื่อในวงการการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ได้ในที่สุด Long Journey for the First Steps (2017; สโลเวเนีย) กลุ่มเด็กชาวปาเลสไตน์ผู้ตกเป็นเหยื่อของสงครามในกาซาแต่สามารถก้าวผ่านประสบการณ์เลวร้ายได้สำเร็จ Elsewhere (2015; อิตาลี) ความคิดและจิตใจของผู้ป่วยดาวน์ซินโดรม Over the Horizon (2017; รัสเซีย) ช่างภาพและนักเดินทางตาบอดผู้แบ่งปันโลกของเขากับผู้คนสายตาดี Stand By Me (2020; สิงคโปร์) ศิลปิน 46 คนจากทั่วโลกร่วมร้องเพลงฮิตของ Ben E. King ณ จุดสูงสุดของการแพร่ระบาดโควิด-19 ไปทั่วโลก และ The Soul of Sophanna’s Song (2017; กัมพูชา) ความมุ่งมั่นของคนผู้หนึ่งที่จะดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่เป็นใจ

 

การรับชม TCFF

ภาพยนตร์จัดฉายผ่านระบบสตรีมมิ่งโดย The Projector Plussign up ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถรับชมได้ในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่

 

หนังสั้นจัดฉายผ่านระบบสตรีมมิ่งโดย True Colors Film Festival on Vimeo

 

มีข้อกำหนดในการรับชมเพิ่มเติม กรุณาดูที่ Country Exclusions

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/55104#Contact True Colors Film Festival https://www.media-outreach.com/release.php/Images/105330/TCFF-Darkness-and-Light.jpg 2020-11-18T18:15:00+08:00 2020-11-18T18:21:04+08:00

ทำลายสถิติอีกครั้งด้วยยอดขายรวมสูงสุดที่เติบโตกว่าปีก่อนถึง 187%

 

สิงคโปร์ – Media OutReach – 18 พฤศจิกายน 2563 – ECOVACS ROBOTICS (” ECOVACS “) ผู้นำระดับโลกด้านหุ่นยนต์เพื่อการใช้งานในบ้าน ทำลายสถิติยอดขายสูงสุดในเทศกาลช้อปปิ้งวันคนโสด (หรือที่รู้จักกันในชื่อ 11.11) ของปีนี้ ดีที่สุดของ Lazada ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึง สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ยอดขายรวมภายในสองชั่วโมงแรกของแคมเปญวันคนโสดสูงกว่าตัวเลขในปี 2562 และภายใน 24 ชั่วโมงก็สูงกว่ายอดขายของปีก่อน 187% สถิติครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า แบรนด์ประสบความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ในการใช้งาน ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในภูมิภาคนี้

 

Steve Lee ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ ECOVACS กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่สร้างสถิติยอดขายสูงสุดอีกครั้งในเทศกาลช้อปปิ้งวันคนโสด ซึ่งสะท้อนให้เห็นความพยายามของเราในการเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราเล็งเห็นความต้องการผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นและจะนำเสนอนวัตกรรมล่าสุดมาสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป”

 

ยอดขายในครั้งนี้ไม่เพียงแสดงถึงการเติบโตของ ECOVACS และความเป็นผู้นำในภูมิภาค แต่ยังบ่งบอกถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านอัจฉริยะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดทั่วไปจนถึงหุ่นยนต์ขั้นสูงที่มีเทคโนโลยีถูพื้นและปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ECOVACS จะยังคงต่อยอดการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ตลอดจนสายการผลิตที่มีอยู่ เพื่อนำเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมมาสู่ผู้บริโภคในภูมิภาคนี้

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม ecovacs.com/.

เกี่ยวกับ ECOVACS ROBOTICS

เราสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อบ้านอัจฉริยะอย่างไม่หยุดยั้งตั้งแต่วันแรก

 

ที่ ECOVACS ROBOTICS เราใส่ใจกับการสร้างสรรค์โซลูชั่นที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์และยกระดับชีวิตของคุณ เราออกแบบหุ่นยนต์ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงการใช้งานในโอกาสต่างๆ ตลอดจนประสบการณ์ที่ดีของผู้บริโภค เราออกแบบหุ่นยนต์ที่ช่วยให้คุณ “ใช้ชีวิตแบบสมาร์ทได้เต็มที่”

 

ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในการออกแบบ วิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชั้นเลิศ เราจึงเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฮมที่พัฒนาระบบอัจฉริยะภายในบ้านให้ชาญฉลาดและตอบสนองความต้องการของคุณได้ดียิ่งขึ้น เรากำลังสร้างโลกที่การดูแลบ้านจะกลายเป็นงานเบา ทำได้ง่ายๆ ราบรื่น และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณมีเวลาทำสิ่งที่ชอบมากขึ้น

https://www.media-outreach.com/release.php/View/54803#Contact ECOVACS ROBOTICS https://www.media-outreach.com/release.php/Images/104468/Image-for-PR-1-.jpg 2020-11-18T12:15:00+08:00 2020-11-18T11:55:00+08:00

 

  • ก้าวสู่ธุรกิจใหม่ด้วย Oasia Resort Sentosa บนเกาะเซนโตซา
  • เปิดตัวโรงแรม Village แห่งที่สองในญี่ปุ่นและ Quincy แห่งแรกในออสเตรเลีย

 

 

สิงคโปร์ – Media OutReach – 18 พฤศจิกายน 2563 – Far East Hospitality หนึ่งในผู้ประกอบกิจการโรงแรมและเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ชั้นนำ ประกาศวันนี้ว่าบริษัทจะเดินหน้าขยายงานทั้งในและต่างประเทศด้วยโครงการอสังหาริมทรัพย์สามแห่ง คือ Oasia Resort Sentosa, Far East Village Hotel Yokohama และ Quincy Hotel Melbourne

 

Oasia สร้างสีสันใหม่ให้เกาะเซนโตซา

 

แบบจำลองของ Oasia Resort Sentosa

 

 

Oasia Resort Sentosa ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวในไตรมาสสองของปี 2564 จะเป็นอสังหาริมทรัพย์แห่งที่สี่บนเกาะเซนโตซาที่บริหารงานโดย Far East Hospitality บริษัทท้องถิ่นได้ลงนามในสัญญาบริหารโรงแรม Hotel Management Agreement (HMA) กับ Far East Organization โดยภายใต้สัญญานี้ Far East Hospitality จะรับผิดชอบการดำเนินงานของโรงแรม ตลอดจนกิจกรรมด้านการตลาดและการขายทั้งหมด นับเป็นครั้งแรกที่ Far East Hospitality รุกสู่ธุรกิจรีสอร์ทและสปา

 

“การรุกเข้าสู่ธุรกิจรีสอร์ทและสปานั้นเป็นไปตามแผนงานที่ผ่านการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี” Arthur Kiong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Far East Hospitality กล่าว “อสังหาริมทรัพย์บนเกาะเซนโตซาของเราแต่ละแห่งมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน Village Hotel Sentosa เน้นกลุ่มคนเมืองและครอบครัว ในขณะที่ The Outpost Hotel เน้นกลุ่มคู่รักอายุน้อยที่ต้องการความหรูหราเฉพาะตัว และ The Barracks Hotel เน้นกลุ่มที่หลงใหลในเสน่ห์ของโลกเก่าที่สัมผัสได้ผ่านสถาปัตยกรรมและบริการของโรงแรม Oasia Resort Sentosa ซึ่งเน้นกลุ่มคนที่ใส่ใจในสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี จะมาเติมเต็มสิ่งที่เรานำเสนอบนเกาะแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี”

 

โรงแรมมีห้องพักทั้งสิ้น 191 ห้อง โดยมีทั้งห้อง Suites ห้อง Wellness Premier และห้อง Deluxe ให้เลือกใช้บริการ ผู้มาเยือนจะมีโอกาสสัมผัสกับไลฟ์สไตล์ที่เน้นสุขภาวะที่ดี ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่บริการสปาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาหารสุขภาพ กิจวัตรการออกกำลัง โปรแกรมฝึกจิตและกาย ตลอดจนการสัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ โรงแรมได้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ บันทึกสุขภาวะ รายการดูแลตนเอง และไฟล์เสียงแนะนำการฝึกสมาธิ ไว้ให้แขกทุกท่านใช้บริการระหว่างการเข้าพักในโรงแรม

 

โรงแรมแห่งที่สองในญี่ปุ่น

 

สี่เดือนหลังจากเปิดตัว Far East Village Hotel Ariake ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของ Far East Hospitality ในญี่ปุ่น บริษัทได้เดินหน้าขยายงานด้วยการทำสัญญาบริหารโรงแรม Village แห่งที่สองในโยโกฮามา Far East Village Hotel Yokohama มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสสองของปี 2564 อสังหาริมทรัพย์ขนาด 277 ห้องแห่งนี้จะบริหารโดย Far East Hospitality ภายใต้สัญญา HMA กับ Far East Organization

 

ด้วยทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองโยโกฮามา อสังหาริมทรัพย์แห่งนี้มุ่งเป้าจับกลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจ โรงแรมอยู่ห่างจากย่านธุรกิจหลักเพียงแค่ห้านาทีเมื่อเดินทางโดยรถยนต์ และห่างจากสถานี Sakuragicho และ Kannai เพียงแค่เดินสามนาที แขกของโรงแรมสามารถเพลิดเพลินกับอาหาร สถานบันเทิง และวัฒนธรรมท้องถิ่นเฉกเช่นเดียวกับคนในพื้นที่ ณ China Town และ Red Brick Warehouse ตลอดจนพิพิธภัณฑ์บะหมี่ถ้วย Cup Noodle Museum และ Cosmoworld

 

“การท่องเที่ยวในญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นตามลำดับหลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการท่องเที่ยว และการนำ “เลนเขียว” สำหรับนักธุรกิจและเจ้าหน้าที่ภาครัฐกลับมาอีกครั้ง เราหวังว่าการเปิดตัวโรงแรมใหม่แห่งนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสรุกตลาดในประเทศนี้ให้กับเราได้ Mr. Kiong กล่าว

 

การเปิดตัว Quincy ครั้งแรกในเมลเบิร์น ออสเตรเลีย

 

Quincy Melbourne มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสหนึ่ง ปี 2564

 

 

แขกของโรงแรมจะได้พบกับดีไซน์ที่เน้นความกว้างขวางโปร่งโล่ง ตลอดจนการตกแต่งภายในที่สนุกสนานน่าตื่นตาเมื่อ Quincy Hotel Melbourne เปิดให้บริการในไตรมาสแรกของปี 2564 Toga Far East Hotels ในออสเตรเลียซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ Far East Hospitality ได้เซ็นสัญญา HMA กับ InterGlobe เพื่อบริหารโรงแรมแห่งนี้ นับเป็นการขยายแบรนด์ Quincy สู่ตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรก

 

การบริการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Quincy ไปกันได้ดีกับไลฟ์สไตล์ครึกครื้นสนุกสนานของเมลเบิร์น ทำเลที่ตั้งบนถนน Flinders Lane ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจของเมือง ดึงดูดนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเสาะแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าให้กับชีวิต แขกผู้เข้าพักจะได้รื่นรมย์กับอาหารที่ปรุงในสไตล์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ห้องอาหารซิกเนเจอร์ประจำโรงแรม ตลอดจนเข้าถึงบริการของชั้นคลับและเลานจ์ได้ตลอดเวลา โรงแรมยังมีสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้าที่ลูกค้าสามารถดื่มด่ำกับวิวย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์สดใหม่ของเมลเบิร์นและละแวกใกล้เคียง

 

คำกล่าวเพิ่มเติมของคู่ค้า HMA สามารถดูได้ในภาคผนวก ก

 

ภาคผนวก ก

 

Far East Hospitality เป็นบริษัทร่วมทุนในสัดส่วน 70-30 ระหว่าง Far East Orchard Limited กับ The Straits Trading Company Limited

 

ความเห็นต่อแผนขยายงาน Alan Tang ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Far East Orchard กล่าวว่า “ธุรกิจบริการเป็นส่วนที่สร้างรายได้หลักให้กับ Far East Orchard และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มที่พักอาศัยและรายรับที่สม่ำเสมอ เมื่อเร็วๆ นี้เราเพิ่งผ่านก้าวสำคัญด้วยการเปิดโรงแรมแห่งที่หนึ่งร้อย คือ Adina Melbourne Southbank ซึ่งบริหารโดย Toga Far East Hotels เรามุ่งมั่นสร้างรายรับอย่างต่อเนื่องผ่าน Far East Hospitality ด้วยการทำสัญญาบริหารโรงแรม HMA ในเมืองสำคัญๆ ที่มีปัจจัยพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและสามารถเติบโตได้ในระยะยาว ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

 

ความเห็นต่อการเปิดตัวแบรนด์ Quincy ที่เมลเบิร์น Antony Rich ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Toga Far East Hotels กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสแนะนำแบรนด์ Quincy ที่เปี่ยมด้วยสีสันของ Far East Hospitality ให้ออสเตรเลียได้รู้จักในช่วงต้นปีหน้า พร้อมๆ กับแบรนด์ Quincy เราได้นำสุนทรียภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาสู่ออสเตรเลีย”

 

เกี่ยวกับ Far East Hospitality

Far East Hospitality Holdings Pte Ltd (Far East Hospitality) คือผู้ประกอบกิจการโรงแรมระหว่างประเทศที่บริหารโรงแรม เซอร์วิสเรสซิเดนซ์ และโรงแรมอพาร์ตเมนต์รวม 9 แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองและเติมเต็มซึ่งกันและกัน ได้แก่ Oasia, Quincy, Rendezvous, Village, Far East Collection, Adina Hotels, Vibe Hotels, Travelodge Hotels และ TFE Hotels Collection

 

Far East Hospitality เป็นเจ้าของสินทรัพย์กว่า 10 แห่ง และบริหารห้องพักรวมกว่า 16,500 ห้องในโรงแรมและเซอร์วิสเรสซิเดนซ์กว่า 100 แห่ง ใน 8 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย เดนมาร์ก เยอรมนี ฮังการี ญี่ปุ่น มาเลเซีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ และมีอีกหลายแห่งที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ในปี 2563 บริษัทได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในร้อยผู้ให้บริการโรงแรมที่ดีที่สุดโดย HotelsMag

 

Far East Hospitality ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 โดยเป็นบริษัทร่วมทุนในสัดส่วน 70-30 ระหว่าง Far East Orchard Limited (บริษัทจดทะเบียนในเครือ Far East Organization) กับ The Straits Trading Company Limited และในปีเดียวกัน บริษัท Far East Hospitality Investments (Australia) Pte Ltd ในเครือ Far East Hospitality ได้ร่วมลงทุนในสัดส่วน 50-50 กับบริษัท Toga Group ในออสเตรเลีย เพื่อจัดตั้งบริษัท Toga Far East Hotels (TFE Hotels)

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.FarEastHospitality.com/

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/54698#Contact Far East Hospitality https://www.media-outreach.com/release.php/Images/104042/Picture5.jpg 2020-11-13T10:00:00+08:00 2020-11-11T13:44:32+08:00

ฟูจิตสึ เผยโฉม LIFEBOOK U9311 โน้ตบุ๊กเพื่อการใช้งานทางธรุกิจที่พกพาง่าย โดยโน้ตบุ๊กตระกูล Lifebook ที่บางเบาเป็นพิเศษรุ่นนี้หนักเพียงราว 756 กรัม และยังออกแบบให้พกพาได้สะดวก มาพร้อมระบบความปลอดภัยขั้นสุดและโครงสร้างส่วนเมนบอร์ดที่เบาเป็นพิเศษ

 

ฮ่องกง, จีน – Media OutReach – 13 พฤศจิกายน 2563 – ฟูจิตสึ เปิดตัว LIFEBOOK U9311 โน้ตบุ๊กน้ำหนักเบาที่มาพร้อมประสิทธิภาพอันทรงพลัง และเป็นเวอร์ชันอัพเกรดของโน้ตบุ๊กระดับองค์กรแบบพรีเมียมที่พกพาได้สะดวกซึ่งออกแบบมาเพื่อผู้ที่ทำงานด้านธุรกิจโดยเฉพาะ โดยโน้ตบุ๊กสำหรับการใช้งานทางธุรกิจที่พกพาง่ายและมีฟังก์ชันครบครันดังกล่าวจะออกสู่ตลาดในวันนี้1 เพื่อรองรับรูปแบบการทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม โน้ตบุ๊ก LIFEBOOK U9311 ขนาด 13.3 นิ้ว ที่มีดีไซน์ทันสมัยในแบบมินิมอล มาพร้อมระบบประมวลผล Intel® Core™ เจเนอเรชัน 11 ใหม่ล่าสุด ฟังก์ชันยืนยันตัวตนไบโอเมตริกระดับองค์กร และระบบเชื่อมต่ออันเยี่ยมยอด

 

 

โน้ตบุ๊กเพื่อการใช้งานทางธุรกิจ FUJITSU LIFEBOOK U9311

 

เบาเป็นพิเศษแต่ประสิทธิภาพยังอัดแน่น

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาคือบรรทัดฐานใหม่ของสถานที่ทำงานที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการทำงานอย่างชาญฉลาด (smart workplace) การช่วยให้พนักงานและทีมต่าง ๆ ทำงานได้อย่างคล่องตัวคือเครื่องการันตีถึงความต่อเนื่องทางธุรกิจ โน้ตบุ๊กรุ่น LIFEBOOK U9311 ขนาด 13.3 นิ้ว (33.8 ซม.) มาพร้อมกับความบางเพียง 15.5 มม. และเบาราว 756 กรัม ถือด้วยมือเดียวได้สะดวก อัดแน่นด้วยระบบประมวลผล Intel® Core™ i7-1165G7 เจเนอเรชัน 11 ซึ่งออกแบบมาสำหรับคอมพิวเตอร์พกพาที่บางและเบาโดยเฉพาะ เพื่อประสิทธิภาพในการตอบสนองและการทำงานที่รวดเร็ว2สำหรับงานด้านธุรกิจที่มีความต้องการสูง

 

ตัวเครื่องของ LIFEBOOK U9311 มีให้เลือกในสีแดงสะดุดตาและสีดำด้าน กรอบจอบางเป็นพิเศษ อัตราส่วนระหว่างจอกับตัวเครื่องอยู่ที่ 84.1% ซึ่งดูลงตัวกับกล้องแบบ shutter protected ตัวจิ๋วอย่างไร้ที่ติ

 

 

กรอบจอสุดบางกับกล้องตัวจิ๋ว

 

ปลอดภัยและทรงพลังสำหรับทุกสถานที่ทำงาน

นอกจาการพกพาที่สะดวกสบาย LIFEBOOK U9311 ยังได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยสูง มาพร้อมระบบยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีไบโอเมตริกขั้นสูงของฟูจิตสึ ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าสู่วินโดวส์ได้แบบไร้สัมผัส ทำให้การยืนยันตัวตนซึ่งไม่ต้องใช้รหัสผ่านและสามารถทำได้อย่างสะดวกนี้ ตอบโจทย์เรื่องสุขอนามัยเนื่องจากผู้ใช้ไม่ต้องสัมผัสตัวเครื่อง

 

แม้จะมีตัวเครื่องที่บาง แต่ LIFEBOOK U9311 ยังจัดระบบเชื่อมต่อที่ดีที่สุดมาอย่างครบครัน รองรับทั้งการเชื่อมต่อด้วย LAN, HDMI, USB-A และ Thunderbolt™ 4 สำหรับการชาร์จและการถ่ายโอนไฟล์ที่รวดเร็ว โน้ตบุ๊กรุ่นนี้ยังมาพร้อมแบตเตอรีที่ใช้งานได้ยาวนาน สามารถทำงานได้ตลอดวัน รวมถึงใส่ WLAN ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาให้ด้วย

 

ความเป็นเลิศในแบบฉบับของญี่ปุ่น

โน้ตบุ๊กของฟูจิตสึทุกเครื่องพร้อมมอบความไว้วางใจขั้นสุดให้กับผู้ใช้ รวมถึงความเป็นเลิศทางดีไซน์และประสบการณ์การใช้งาน มีการคงมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเอาไว้ในทุกรายละเอียดของดีไซน์ซึ่งถูกถ่ายทอดอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์อันยอดเยี่ยมและเปี่ยมด้วยคุณภาพผ่านวิศวกรอันแม่นยำ นวัตกรรมสุดล้ำ และการรับประกันด้านคุณภาพ

 

ราคาและการวางจำหน่าย

LIFEBOOK U9311 จะวางจำหน่ายในบางประเทศของเอเชีย1 โปรดติดต่อ ฟูจิตสึ เพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.fujitsu.com/hk/lifebook-u9311

 

 

หมายเหตุ:

1. สินค้าที่มีจำหน่ายอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ วันที่วางจำหน่ายอาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่

2. โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.intel.com/11thgen

 

เกี่ยวกับ ฟูจิตสึ

ฟูจิตสึ เป็นบริษัทญี่ปุ่นชั้นนำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่มีผลิตภัณฑ์ โซลูชันและบริการทางเทคโนโลยีครบวงจร ปัจจุบัน ฟูจิตสึ มีบุคลากรให้บริการลูกค้าประมาณ 130,000 คนในมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เราใช้ประสบการณ์และศักยภาพของ ICT เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามให้กับลูกค้าของเรา ฟูจิตสึ (TSE: 6702) มียอดขายรวมทั้งกลุ่มบริษัทที่ 3.9 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์) ในปีงบประมาณเมื่อสิ้น 31 มีนาคม พ.ศ. 2563 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ www.fujitsu.com

 

เกี่ยวกับ ฟูจิตสึ บิสิเนส เทคโนโลยี

ฟูจิตสึ บิสิเนส เทคโนโลยี เอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคด้านเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจของ ฟูจิตสึ ลิมิเต็ด ประเทศญี่ปุ่น รับผิดชอบด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและโซลูชันสำหรับตลาดองค์กรและผู้ใช้ปลายทางในตลาดเอเชีย

 

ชื่อบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่ให้ไว้ในข่าวประชาสัมพันธ์นี้ถูกต้อง ณ เวลาเผยแพร่และอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/53208#Contact Fujitsu Business Technologies (Asia Pacific) https://www.media-outreach.com/release.php/Images/101144/Fujitsu-LIFEBOOK-U9311-01a.jpg 2020-11-12T16:00:00+08:00 2020-11-12T16:05:39+08:00

สิงคโปร์ – Media OutReach – 12 พฤศจิกายน 2563 – International Association for Child and Adolescent Psychiatry and Allied Professions หรือ IACAPAP งานประชุมวิชาการที่มีกำหนดจัดทุก ๆ สองปี เตรียมจัดงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นครั้งแรกในรอบ 83 ปี

 

การประชุมวิชาการโดยสมาคมสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นครั้งที่ 24 ซึ่งเดิมทีมีกำหนดจัดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ จะเปลี่ยนมาจัดในรูปแบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 2 – 4 ธันวาคม 2563 เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา (Covid-19)

 

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการกว่า 300 รายเตรียมนำเสนอผลงานกว่า 200 ชิ้น ซึ่งเป็นงานวิจัยและแนวโน้มล่าสุดด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่นตลอดระยะเวลาการจัดงานกว่า 180 ชั่วโมง

 

“เราได้กำหนดธีมสำหรับการประชุมครั้งนี้ว่า “Starting from the beginning — laying the foundation for lifelong mental health” เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญของการช่วยเหลือเด็กและวัยรุ่นตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีตลอดช่วงชีวิตของพวกเขา” รองศาสตราจารย์วุฒิคุณ Say How ONG ประธานการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ IACAPAP 2020 และหัวหน้าทีมที่ปรึกษาและที่ปรึกษาอาวุโสสาขาวิทยาพัฒนาการของสถานบันสุขภาพจิต กล่าว

 

“เด็กคือรากฐานแห่งอนาคตของเรา เราควรให้ความใส่ใจและการลงทุนที่พวกเขาสมควรได้รับเพื่อที่พวกเขาจะได้มีสุขภาพจิตที่ดีและทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อไป และเนื่องจากอาการด้านสุขภาพจิตมักเริ่มต้นในช่วงวัยรุ่น และประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กสามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการผิดปกติทางจิตเมื่อพวกเขาเติบโต การที่เราสามารถระบุอาการเหล่านั้นได้และเข้าไปยับยั้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งนี้จะช่วยให้พวกเขามองเห็นว่าจำเป็นต้องพัฒนาทักษะใดเพื่อรับมือกับปัญหาสุขภาพจิต หรือลดผลกระทบจากอาการผิกปกติทางจิตที่พวกเขาอาจต้องเผชิญเมื่อเติบโตขึ้น” เขากล่าวเสริม

 

ไฮไลต์ในงานประชุม IACAPAP 2020

 

หัวข้อประชุมในการบรรยายหลัก (keynote) และการบรรยายร่วม (Plenary) ของงานประชุมวิชาการครั้งนี้เกี่ยวกับวิธียกระดับแนวทางปฏิบัติด้านสุขภาพจิตในเด็กและวัยรุ่น

 

ศาสตราจารย์ Michael Meaney ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการมีปฏิกริยาร่วมกันของยีนและสภาพแวดล้อมในการทำงานของสมอง จะบรรยายในฐานะองค์ปาฐกถา โดยเขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการ Translational Neuroscience ของสถาบันวิทยาศาสตร์คลินิกแห่งชาติประเทศสิงคโปร์ ศาสตราด้านกุมารเวชศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง James McGill Professor สาขาการแพทย์จากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ สำหรับการบรรยายหลักในหัวข้อ “Developmental Processes & Epigenetics” ศาสตราจารย์จะกล่าวถึงการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ชีววิทยาทั้งหมดที่มี เพื่อสำรวจเด็กที่อยู่ในเงื่อนไขแวดล้อมซึ่งมีความเสี่ยงหรือมีความไวต่ออาการผิดปกติทางจิต

 

วิทยากรในการบรรยายร่วม ดร. James Hudziak จะบรรยายในหัวข้อ “Building healthy brains through promoting healthy families” โดยเน้นในเรื่องประสาทวิทยาศาสตร์ด้านผลกระทบจากความเครียดต่อโครงสร้างการพัฒนาสมอง และพูดถึงการช่วยเหลือครอบครัวที่สามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อมและพัฒนาความสามารถของเด็กให้จัดการกับความเครียดในชีวิตและช่วยสร้างสมองให้แข็งแรง ดร. Hudziak มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติจากผลงานทางด้านพันธุศาสตร์เชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมเชิงพัฒนาการด้านประสาทชีววิทยาในเด็กและวัยรุ่น และยังเป็นผู้คิดค้นวิธีรักษาที่เรียกว่า Vermont Family Based Approach อีกด้วย

 

การฝึกอบรมด้านจิตเวชศาสตร์ในประเทศในเอเชียส่วนใหญ่มักมีแนวทางตามฝั่งตะวันตก ศาสตราจารย์ Michael Hong ผู้บุกเบิกด้านจิตเวชศาสตร์ในเด็กในเกาหลีใต้ จะมาอภิปรายเกี่ยวกับผลทางคลินิกของความแตกต่างทางวัฒนธรรมในหัวข้อ “Clinical implications of the East-West cultural differences in Asian countries; does it really matter?” และจะอธิบายให้เห็นว่าเหตุใดจึงเเนะนำให้มีการรวมหลักการด้านวัฒนธรรมและค่านิยมที่เป็นข้อบังคับไว้ในหลักสูตรการฝึกอบรม รวมถึงความพยายามที่เป็นรูปธรรมในการบูรณาการความรู้ด้านจิตวิทยาจากตะวันออกและตะวันตกอย่างเท่า ๆ กัน

 

“Emotionally dysregulated children: who are they, what happens to them, and what can we do about them” เป็นหัวข้อการบรรยายร่วมโดย ดร. Gabrielle Carlson เจ้าของงานวิจัยและบทความด้านปรากฏการณ์วิทยาและการรักษาภาวะซึมเศร้าและโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วในเด็กและวัยรุ่นกว่า 275 ชิ้น การบรรยายของวิทยากรรายนี้จะอธิบายเกี่ยวกับวิธีรักษาเด็กที่มีอาการผิดปกติเหล่านี้ที่ใช้ในปัจจุบันและผลลัพธ์จากการรักษานั้น

 

ศาสตราจารย์ Valsamma Eapen ประธานสาขาจิตเวชศาสตร์ในเด็กแรกเกิด เด็ก และวัยรุ่น มหาวิทยาลัย UNSW Sydney หัวหน้าหน่วยวิชาการ Child Psychiatry South West Sydney (AUCS) และผู้อำนวยการหน่วยสุขภาพเด็กแห่ง BestSTART South West Sydney จะร่วมบรรยายในหัวข้อ “Early life determinants of health” เพื่ออภิปรายเกี่ยวกับความสำคัญของการลงทุนในปัจจัยด้านสุขภาพในระยะแรกเริ่ม เพื่อรีบตัดวงจรอุปสรรในระยะยาวและอุปสรรคระหว่างวัย ทั้งนี้จะมีการพูดถึงปัจจัยทางด้านชีววิทยาและสังคม รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์ของทั้งสองสิ่ง ในฐานะเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านทางชีวจิตสังคมในระบบสุขภาพ โดยจะเน้นหัวข้อเกี่ยวกับความผิดปกติของพัฒนาการด้านสติปัญญาและพฤติกรรมในวัยเด็ก

 

ดร. Daniel Fung ประธาน IACAPAP และประธานคณะกรรมด้านการแพทย์แห่ง Institute of Mental Health จะขึ้นกล่าวสรุปด้วยการบรรยายของ Gerald Caplan การบรรยายในหัวข้อ “Starting small: developing child centric mental health policies” ของเขาจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการพิจารณาอย่างรอบด้านเมื่อวางแผนนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลางโดยมีประเทศสิงคโปร์เป็นตัวอย่าง

 

 

IACAPAP CONGRESS 2020 — กำหนดการ

 

วันที่ 1 — 2 ธันวาคม 2563 (เวลาสิงคโปร์ GMT+8)

 

0800 — 0830

พิธีเปิด

0830 — 0930

หัวข้อบรรยายหลักโดย Michael Meaney

Developmental Processes & Epigenetics

0930 — 1015

 

การบรรยายร่วมช่วงที่ 1 โดย Valsamma Eapen

หัวข้อ Early Life determinants of Health

1015 — 1115

การนำเสนองานวิจัยช่วงที่ 1 — 11

1115 — 1145

การนำเสนองานวิจัยผู้สนับสนุน

1145 — 1200

พัก

1200 — 1300

การนำเสนองานวิจัยช่วงที่ 12 — 23

1300 — 1315

พัก

1315 – 1400

State of the Art Lecture 1

Christel Maria Middeldorp หัวข้อ Psychopathology Across the Lifespan: Factors Influencing the Persistence of Childhood and Adolescent Symptoms

 

State of the Art Lecture 2

Rebecca Ang หัวข้อ The Referral Paradox: Enhancing Support for Children and Adolescents with Mental Health Needs

 

State of the Art Lecture 3

Kim Bung-Nyun หัวข้อ New Understanding of Neurodevelopmental Disorder: Gene and Environment Interaction

 

State of the Art Lecture 4

Takuya Saito หัวข้อ Hyperscanning in social communication

 

1400 — 1445

การบรรยายร่วมช่วงที่ 2 โดย Eric Chen

หัวข้อ Catching Emergent Mental Disorders in Youth: Early Intervention Paradigm in Psychosis and Youth Mental Health

 

1445 — 1530

 

การบรรยายร่วมช่วงที่ 3 โดย Michael Hong

หัวข้อ Clinical Implications of the East-West Cultural Differences in Asian countries; Does it really matter?

 

 

IACAPAP CONGRESS 2020 — กำหนดการ

 

วันที่ 2 — 3 ธันวาคม 2563 (เวลาสิงคโปร์ GMT+8)

 

2100 — 2145

การบรรยายร่วมช่วงที่ 4 โดย Gabrielle Carlson

หัวข้อ Emotionally Dysregulated Children: who are they, what happens to them, and what can we do about them?

2145 — 2230

การบรรยายร่วมช่วงที่ 5 โดย James Hudziak

หัวข้อ Building Healthy Brains Through Promoting Healthy Families

2230 — 2245

พัก

2245 — 2345

การนำเสนองานวิจัยช่วงที่ 1 — 12

2345 — 0015

(4 ธันวาคม)

การนำเสนองานวิจัยผู้สนับสนุน

0015 — 0030

(4 ธันวาคม)

พัก

0030 — 0130

(4 ธันวาคม)

การนำเสนองานวิจัยช่วงที่ 13 — 24

0130 — 0145

(4 ธันวาคม)

พัก

0145 — 0230

(4 ธันวาคม)

State of the Art Lecture 5

Myrna M. Weissman หัวข้อ 30 Years of Studying Families at Risk for Depression

 

State of the Art Lecture 6

Robert Hendren หัวข้อ Enhancing Neurodevelopmental Resilience from Conception to Adulthood

 

State of the Art Lecture 7

Andria Amador หัวข้อ Role of School in Mental Healthcare

 

State of the Art Lecture 8

Karl Tomm หัวข้อ Generative Questions in Clinical Interviewing

 

State of the Art Lecture 9

Paul Plener หัวข้อ Non-suicidal Self Injury: A New Normal or an Epidemic?

 

0230 — 0315

(4 ธันวาคม)

 

การบรรยายร่วมช่วงที่ 6 โดย Guilherme V. Polanczyk

หัวข้อ Promotion of Development and Prevention of Mental Disorders

 

 

IACAPAP CONGRESS 2020 — กำหนดการ

 

วันที่ 3 4 ธันวาคม 2563 (เวลาสิงคโปร์ GMT+8)

 

1600 — 1645

การบรรยายร่วมช่วงที่ 7 โดย Olayinka Omigbodun

 

1645 — 1745

การนำเสนองานวิจัยช่วงที่ 1 — 12

1745 — 1800

พัก

1800 — 1900

การนำเสนองานวิจัยช่วงที่ 13 — 24

1900 — 1930

การนำเสนองานวิจัยผู้สนับสนุน

1930 — 1945

พัก

1945 — 2030

State of the Art Lecture 10

Kai von Klitzing หัวข้อ Infant Psychiatry and Psychotherapeutic Interventions in Early Childhood

 

State of the Art Lecture 11

Christina Schwenck หัวข้อ Selective Mutism: What We Have Learned So Far

 

State of the Art Lecture 12

Cecilia Essau หัวข้อ Challenges and Opportunities in Adapting Evidence-Based Interventions for the Prevention of Youth Anxiety and Depression Across Cultures

2030 — 2045

 

พัก

2045 — 2145

Gerald Caplan Lecture

Daniel Fung หัวข้อ Policy for Child and Adolescent Mental Health

พิธีปิด

 

 

 

เกี่ยวกับผู้จัดงาน

พันธกิจของ International Association for Child and Adolescent Psychiatry and Allied Professions’ (IACAPAP) คือการสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพจิตและพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่นผ่านโยบาย แนวปฏิบัติ และวิจัย IACAPAP ยังส่งเสริมการศึกษา การรักษา การดูแล และการป้องกันความผิดปกติทางจิตและอารมณ์ รวมถึงความพิการที่เกี่ยวข้องกับเด็ก วัยรุ่น และครอบครัวโดยเน้นที่ความร่วมมือระหว่างบุคลากรด้านจิตเวชศาสตร์ในเด็กและวัยรุ่น จิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ กุมารเวชศาสตร์ สาธารณสุข การพยาบาล การศึกษา สังคมศาสตร์และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อ www.iacapap.org

 

โซเชียลมีเดีย

 

Website: www.iacapap2020.org

Facebook: https://www.facebook.com/IACAPAP

Twitter: @IacapapE

 

Institute of Mental Health (IMH) เป็นสถาบันดูแลผู้ป่วยจิตเวชระดับตติยภูมิเพียงแห่งเดียวในสิงคโปร์ IMH ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 23 เฮกตาร์ ให้บริการด้านจิตเวชการฟื้นฟูและการบำบัดแบบสหสาขาวิชาชีพทั้งในสถานพยาบาลตามโรงพยาบาลและตามชุมชน โรงพยาบาลขนาด 2,000 เตียงแห่งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กและวัยรุ่น ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ นอกจากการให้บริการทางคลินิกแล้ว IMH ยังเป็นผู้นำในการวิจัยด้านสุขภาพจิตและการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในสิงคโปร์ www.imh.com.sg

 

แผนกจิตเวชศาสตร์เด็กก่อตั้งขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของ Singapore College of Psychiatrists โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตและพัฒนาการรักษาและดูแลปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ในเด็กและวัยรุ่นให้ดีขึ้น และเป็นฟันเฟืองในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับการจัดการและการรักษาความเจ็บป่วยทางจิต ในปี 2557 แนวปฏิบัติทางคลินิกเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้น (ADHD) ได้รับการเผยแพร่โดย สมคมจิตแพทย์/ สถาบันแพทยศาสตร์ และกระทรวงสาธารณะสุข แผนกมีเป้าหมายช่วยให้บุคลากรในสาขาอาชีพเข้าใจการรักษาตามหลักเวชศาสตร์เชิงประจักษ์กับโรคสมาธิสั้นที่พบในปัจจุบัน และเพื่อวางแผนการรักษาโรคสมาธิสั้นในเด็กและวัยรุ่น www.ams.edu.sg/colleges/psychiatrists/home

 

เกี่ยวกับพันธมิตรผู้เผยแพร่ข่าว

Media OutReach Newswire เป็นสื่อกลางกระจายข่าวระดับโลกเจ้าแรกที่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีสำนักงานใหญ่ในฮ่องกงและสำนักงานอยู่ในสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น รวมถึงตัวแทนในระดับนานาชาติทั้งในอเมริกาเหนือและยุโรป Media OutReach Newswire ป็นสื่อกลางกระจายข่าวเพียงรายเดียวที่มีเครือข่ายเผยแพร่ข่าวใน 24 ประเทศทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัทก่อตั้งขึ้นค่านิยมหลักสามประการ ได้แก่ การดูแลประสิทธิภาพของลูกค้าคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเรา การดูแลคนของเราจะขับเคลื่อนให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้า และการดูแลชุมชนคือการตอบแทนสังคมของเรา https://www.media-outreach.com/

https://www.media-outreach.com/release.php/View/54090#Contact IACAPAP 2020 World Congress https://www.media-outreach.com/release.php/Images/103083/IACAPAP-2020-Logo-fullcolor.jpg 2020-11-11T09:00:00+08:00 2020-11-12T13:52:15+08:00

เป็นนิวส์ไวร์ระดับโลกรายแรกที่เชื่อมโยงธุรกิจต่าง ๆ เข้ากับสื่อโดยตรงในภูมิภาคนี้

 

ฮ่องกง – Media OutReach – 11 พฤศจิกายน 2563 – Media OutReach, นิวส์ไวร์ระดับโลกแห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นในฮ่องกงตั้งแต่ปี 2552 ได้ย้ำสถานะความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเผยแพร่ในเอเชียด้วยการเปิดตัวบริการเผยแพร่สื่อ Greater Bay Area ซึ่งเป็นบริการครั้งแรกของโลกที่รองรับความต้องการทางธุรกิจด้านนี้ในภูมิภาคนี้ รายชื่อสื่อบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก (Greater Bay Area) ครอบคลุมสื่อในเมืองหลัก ๆ และเมืองสำคัญ ๆ อย่าง กวางโจว เซินเจิ้น จูไห่ ฝอซาน ฮุ่ยโจว ตงกวน จงซาน เจียงเหมิน เจ้าชิ่ง ฮ่องกง และมาเก๊า

 

ในอดีตเขตเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก มีส่วนสนับสนุน GDP ของจีนกว่า 12% แม้ว่าจะครอบคลุมพื้นที่ของจีนน้อยกว่า 1% ก็ตาม ด้วยการลงทุนของภาครัฐที่สำคัญ และการเป็นหุ้นส่วนทางการค้าทั่วโลกทำให้ภูมิภาคนี้มีโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียง การเงินที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน (green finance) ในฮ่องกง การท่องเที่ยวและความบันเทิงในมาเก๊าและจูไห่ เทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนาในเซินเจิ้น การขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานในกวางโจว และบริการต่าง ๆ ในตงกวน

 

สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความต้องการบริการเผยแพร่สื่อแบบเจาะจงบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ธุรกิจระหว่างประเทศเข้าสู่ตลาดแล้วยังช่วยให้ผู้ที่อยู่ในภูมิภาคนี้สามารถเชื่อมต่อกับตลาดและพันธมิตรในท้องถิ่นอื่น ๆ ด้วยความโดดเด่นของสื่อดิจิทัลในประเทศจีน บริการนี้ยังช่วยให้ธุรกิจเสริมสร้างความแข็งแกร่งบนโลกออนไลน์ได้อีกด้วย

 

บริการเผยแพร่สื่อบริเวณ Greater Bay Area หรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก ของ Media OutReach Newswire นี้ จะเข้าถึงนักข่าวใน 11 เมืองหลักและเมืองสำคัญ ๆ ตลอดจนถึงสื่อระดับประเทศและรวมถึงการโพสต์ข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์เกือบ 300 แห่ง ข่าวโพสต์ออนไลน์จะได้รับการการันตีว่าจะปรากฎบนสื่อชั้นนำหลายแห่งในจีน ได้แก่ Sohu (搜狐网), Sina China (新浪看点), Tencent (腾讯企鹅号), Netease (网易网), TouTiao (今日头条), iFeng (凤凰 网), Zhong Guo Wang (中国网), Xueqiu (雪球), EastMoney (东方财富) และอีกหลายร้อยสื่อ เนื่องจากความแข็งแกร่งของฐานข้อมูลของ Media OutReach บริการนี้จะครอบคลุมสื่อเฉพาะอุตสาหกรรมและสื่อทั่วไป ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับสื่อ และกับนักข่าวในภาคการเติบโตที่เป็นเป้าหมายในภูมิภาคนี้

 

“การเป็นนิวส์ไวร์รายแรกที่เป็นเจ้าของเครือข่ายการจัดจำหน่ายของเรา ทำให้เราสามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชันเพื่อความก้าวหน้าในการขยายธุรกิจและการสื่อสารในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก หรือ Greater Bay Area” Ms. Jennifer Kok ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Media OutReach ให้ความเห็น “โดยปกติลูกค้าสามารถเลือกที่จะเผยแพร่ไปยังสื่อ “All China” ด้วยบริการนิวส์ไวร์ระดับโลกเท่านั้น แต่ที่ Media OutReach เราสามารถให้บริการเฉพาะกลุ่มเป้าหมายได้”

 

เกี่ยวกับ Media OutReach

นิวส์ไวร์ Media OutReach ก่อตั้งขึ้นในฮ่องกงในปี 2552 Media OutReach เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่เผยแพร่สื่อมัลติมีเดียข่าวประชาสัมพันธ์หลายภาษาโดยตรงให้กับนักข่าวที่เป็นเป้าหมาย พร้อมกับทำให้กระบวนการรายงานเป็นไปโดยอัตโนมัติ บริการข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัทเราสนับสนุนหน่วยงานด้านการประชาสัมพันธ์และหน่วยงานด้านโซเชียลและดิจิทัล ด้วยความเป็นผู้บุกเบิกการเปลี่ยนแปลงในบริการจัดจำหน่ายให้กับหน่วยงานเหล่านั้นโดยการันตีการโพสต์ข่าวออนไลน์บนช่องทางสื่อที่เชื่อถือได้จริง

 

บริษัทที่เริ่มก่อตั้งที่ฮ่องกงได้ขยายสาขาไปทั่วภูมิภาคและในระดับนานาชาติ โดยมีสำนักงานในสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น และยังเป็นพันธมิตรกับตัวแทนจำหน่ายระหว่างประเทศในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ณ วันนี้ Media OutReach ได้เติบโตขึ้นเป็นนิวส์ไวร์ระดับโลกแห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นเครือข่ายการเผยแพร่เพียงแห่งเดียวที่มีเครือข่ายใน 24 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นเจ้าของฐานข้อมูลนักข่าวมากกว่า 130,000 คนและพันธมิตรสื่อ 460 แห่งเพื่อรับประกันการโพสต์ข่าวที่แท้จริง และยังเป็นบุกเบิกรายงานหลังการเผยแพร่ข่าวพร้อมข้อมูลเชิงลึกและการวัดผลต่าง ๆ อีกด้วย

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Media OutReach โปรดไปที่ https://www.media-outreach.com/.

https://www.media-outreach.com/release.php/View/53823#Contact Media OutReach https://www.media-outreach.com/release.php/Images/102999/MOR-Logo-300.jpg 2020-11-09T11:30:00+08:00 2020-11-09T11:24:44+08:00

ลูกค้าจะได้พบกับข้อเสนอออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่น DEEBOT รวมถึงหุ่นยนต์จากตระกูล DEEBOT OZMO T8 รุ่นใหม่

 

 

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – Media OutReach – 9 พฤศจิกายน 2563 – ECOVACS ROBOTICS ผู้นำระดับโลกด้านหุ่นยนต์เพื่อการใช้งานในบ้าน เตรียมมอบข้อเสนอสุดพิเศษ ณ ร้านค้าอย่างเป็นทางการของแบรนด์บน Lazada และ Shopee ระหว่างเทศกาลแห่งการช้อป 11.11 ที่กำลังจะมาถึงนี้ โดยมีผลิตภัณฑ์รุ่นเรือธงอย่าง DEEBOT OZMO T8 AIVI, DEEBOT OZMO T8, DEEBOT OZMO 920 และ DEEBOT U2 PRO มาจำหน่าย ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษที่ลดสูงสุดกว่า 60%

 

 

วันที่ 11 พฤศจิกายนหรือ 11.11 เป็นวันแห่งการช้อปออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2562 ที่ผ่านมา ยอดขายทั่วโลกของ ECOVACS ในวัน นั้นพุ่งสูงกว่า 113 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,500 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์จากปี 2561 และทำสถิติยอดขายสูงสุดครั้งใหม่ให้กับบริษัทหุ่นยนต์เพื่อการใช้งานในบ้าน

 

Steve Lee ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ ECOVACS กล่าวว่า “ในสถานการณ์เช่นปัจจุบันที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นใช้เวลาอยู่ในบ้าน โซลูชันที่ล้ำสมัยของเราเข้ามามีส่วนในการช่วยยกระดับการใช้ชีวิตที่ชาญฉลาดรวมถึงไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้ามากขึ้น ยอดขายอันยอดเยี่ยมของเราระหว่างโปรโมชั่น ในปีที่ผ่านมาทำให้เรามั่นใจว่าความต้องการซื้อต่อผลิตภัณฑ์ของเรายังคงสูงอยู่ และขณะที่เทศกาลช้อป 11.11 กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เราได้เตรียมส่วนลดที่น่าสนใจและข้อเสนอแบบแพ็คเกจที่หลาย ๆ คนรอคอยไว้แล้วที่ร้านค้าอย่างเป็นทางการของเราบน Shopee และ Lazada”

 

 

หุ่นยนต์รุ่น DEEBOT OZMO T8 ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นและหุ่นยนต์ถูพื้นแบบทูอินวันที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการตรวจจับและหลบหลีกสิ่งกีดขวางในระดับมิลลิเมตรจึงทำความสะอาดได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังจะได้บ้านที่สะอาดหมดจดจากเทคโนโลยี OZMOTM Mopping system ที่สามารถกำจัดแบคทีเรียได้กว่า 99 เปอร์เซ็น[1] ขณะที่รุ่น DEEBOT OZMO T8 AIVI มาพร้อมเทคโนโลยี AIVI™ เวอร์ชันใหม่ที่สามารถจดจำสิ่งกีดขวางได้ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี OZMOTM Pro Mopping System ใหม่ที่ใช้ระบบสั่นสะเทือนความถี่สูงซึ่งทำงานด้วยระบบไฟฟ้า โดยมีอัตราการสั่นที่ 480 ครั้งต่อนาทีและสามารถกำจัดรอยเปื้อนที่ฝังลึกได้อย่างดี ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ใช้ยังสามารถติดตามการทำงานของเจ้าหุ่นยนต์ DEEBOT ของพวกเขาระหว่างทำความสะอาดได้จากระยะไกลผ่านฟังก์ชันวิดีโอสตรีมมิง ทั้งนี้ หุ่นยนต์ DEEBOT ทุกรุ่นยังรองรับการใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อมอบความสะดวกสบายในการทำความสะอาดอีกด้วย

 

ECOVACS จะเผยรายละเอียดโปรโมชัน 11.11 ให้ทราบเร็ว ๆ นี้ที่แฟลกชิปสโตร์ของแบรนด์บน Shopee และ Lazada สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดูที่ ecovacs.com/th หรือติดต่อเราได้ทาง Facebook

 


[1] รับรองโดยศูนย์วิจัยด้านสุขอนามัยและจุลชีววิทยาของประเทศญีปุ่นเมื่อปี 2562

 

 

เกี่ยวกับ ECOVACS ROBOTICS

เราสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อบ้านอัจฉริยะอย่างไม่หยุดยั้งนับตั้งแต่วันแรก

 

ที่ ECOVACS ROBOTICS เราเอาใจใส่กับการสร้างสรรค์โซลูชันเพื่อไลฟ์สไตล์ที่ดีขึ้นของคุณเราออกแบบหุ่นยนต์จากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของกรณีการใช้งานและประสบการณ์ของผู้ใช้ที่ช่วยให้คุณ “ใช้ชีวิตแบบสมาร์ทให้เต็มที่”

 

ด้วยการวิจัยชั้นนำและประสบการณ์การออกแบบกว่า 20 ปี เราจึงเป็นผู้นำตลาดที่พัฒนาระบบอัจฉริยะภายในบ้านให้ชาญฉลาดและตอบสนองได้ดีขึ้น เรากำลังสร้างโลกที่การดูแลบ้านจะเป็นงานเบา ทำได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณมีเวลาทำสิ่งที่ชอบมากขึ้น

https://www.media-outreach.com/release.php/View/53173#Contact ECOVACS ROBOTICS https://www.media-outreach.com/release.php/Images/101731/eco1.jpg 2020-11-05T16:35:00+08:00 2020-11-05T16:39:35+08:00

ฮ่องกง – Media OutReach – 5 พฤศจิกายน 2563 – เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น (NYSE:HLF) บริษัทโภชนาการระดับโลก ฉลองครบรอบการดำเนินงานในปีที่หนึ่งของโครงการ Nutrition for Zero Hunger ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกที่มีทิศทางการดำเนินงานสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติข้อที่ 2 คือการขจัดความหิวโหยในทุกรูปแบบภายในปี 2573 และการแสวงหาหนทางเพื่อบรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการทั่วโลก

 

 

 

 

 

ผู้คนกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลกไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณที่เพียงพอ จำนวนประชากรทั่วโลกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าความต้องการด้านอาหารจะเพิ่มสูงขึ้น เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จึงได้ใช้โครงการ Nutrition for Zero Hunger เป็นเวทีในการทำงานร่วมกับพันธมิตรของเราเพื่อจัดหาทรัพยากร อาหาร และความรู้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน

 

เพื่อสนับสนุนโครงการสำคัญ ๆ และแคมเปญด้านการศึกษาโดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เป็นพันธมิตรของ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จนถึงปัจจุบัน โครงการ Nutrition for Zero Hunger ได้ดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้

  • จัดหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเกือบ 700,000 มื้อให้กับเด็กและครอบครัว
  • ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการบริจาคกว่า 500,000 ชุด และอาหาร 3,500 ปอนด์ให้กับครอบครัวที่ขาดแคล
  • ให้ความรู้ด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และโภชนาการแก่สตรี 47,000 คน เพื่อพัฒนาการที่ดีของเด็ก
  • จัดหาอาหารเสริมที่จำเป็นต่อการลดภาวะขาดสารอาหารและสนับสนุนพัฒนาการที่ดีให้กับเด็ก 40,000 คน

 

“โครงการ Nutrition for Zero Hunger โดย เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มีประโยชน์อย่างมากต่อการช่วยบรรเทาความหิวโหย อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายสิ่งที่เราต้องทำเพื่อสร้างโลกที่ให้ทุก ๆ คนสามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้” Alan Hoffman รองประธานบริหารฝ่ายกิจการองค์กรสากล เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น กล่าว “การขจัดความหิวโหยต้องใช้ความพยายามจากทั้งภาครัฐ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และบริษัทต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกัน และเราจะสานต่อการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโภชนาการได้”

 

การระบาดของโรคที่เกิดขึ้นทั่วโลกกำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร จากรายงานล่าสุดขององค์การสหประชาชาติพบว่าผู้คนอีก 132 ล้านคนมีแนวโน้มต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหารภายในสิ้นปี 2563 และขณะนี้มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการจัดหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยง

 

ในปีแรกของการก่อตั้ง โครงการนี้ได้ริเริ่มประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลก ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าพวกเขาต่อสู้กับปัญหาความหิวโหย ได้แก่ Feed the Children, The Hunger Project, Chrysalis และ National Hispanic Council on Aging รวมถึงมูลนิธิสภากาชาดจีน เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ร่วมกับพันธมิตรเหล่านี้ในการทำงานเพื่อขจัดความหิวโหยให้หมดไป ด้วยการจัดหาโภชนาการที่ดีและทรัพยากรทางการศึกษาให้กับชุมชนที่ขาดแคลน

 

ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ได้ที่ IamHerbalifeNutrition.com และติดตามข่าวสารองค์กรล่าสุดจาก เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ได้ทาง Twitter: @HerbalifeNews

 

เกี่ยวกับ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เป็นบริษัทระดับโลกที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนด้วยผลิตภัณฑ์โภชนาการที่ดีและมอบโอกาสทางธุรกิจที่เชื่อถือได้แก่สมาชิกอิสระของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ผ่านการรับรองทางวิทยาศาสตร์ให้กว่า 90 ประเทศทั่วโลกผ่านสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระที่พร้อมให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล รวมถึงแนวทางในการสนับสนุนชุมชน ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีและมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ด้วยแคมเปญระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ที่รณรงค์ขจัดปัญหาความหิวโหยให้หมดไป เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จึงมุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อส่งมอบโภชนาการและให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องแก่ชุมชนต่าง ๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ IAmHerbalifeNutrition.com

 

เกี่ยวกับโครงการ Nutrition for Zero Hunger

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ช่วยขจัดความหิวโหย ความไม่มั่นคงทางอาหาร และภาวะทุพโภชนาการที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกผ่านโครงการ Nutrition for Zero Hunger และในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมโภชนาการ เรามุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ผ่านความพยายามในหลาย ๆ ด้านเพื่อให้มีการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพและความรู้ด้านโภชนการ การดำเนินงานของโครงการ Nutrition for Zero Hunger สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติข้อที่ 2 ซึ่งเรียกร้องให้มีการดำเนินการอันเข้มแข็งเพื่อยุติภาวะทุพโภชนการทุกรูปแบบภายในปี 2573 รวมถึงวิธีการต่าง ๆ เพื่อขจัดความหิวโหยและยกระดับโภชนาการทั่วโลก โครงการดังกล่าวนี้รับมือกับปัญหาความหิวโหย ความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร และภาวะทุพโชนาการที่เกิดขึ้นทั่วโลกด้วยความทุ่มเทที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการเข้าถึง ความรู้ และขีดความสามารถด้านโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพที่เพิ่มมากทั่วโลก

https://www.media-outreach.com/release.php/View/53221#Contact Herbalife Nutrition https://www.media-outreach.com/release.php/Images/101234/PressReleaseTMPOJavaA.jpg 2020-10-29T10:30:00+08:00 2020-10-29T10:19:10+08:00

ขั้นตอนการทำงานสำหรับกระบวนการผลิตแบบใหม่ที่ฝังอยู่ในตัวควบคุม สถาปัตยกรรมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และความพร้อมของระบบและขั้นตอนการทำงานที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จะมูลค่าและลดต้นทุนรวมตลอดวัฐจักรของการทำงานในโรงงาน ซึ่งจะนำไปสู่อุตสาหกรรมแบบผสมที่มีขั้นตอนการทำงานที่ต่อเนื่อง

 

มิลวอกี, สหรัฐอเมริกา – Media OutReach – 29 ตุลาคม 2563 – Rockwell Automation (NYSE: ROK) ได้เปิดตัว PlantPAx® 5.0 ระบบควบคุมแบบกระจาย (DCS) ในวันนี้ โดยระบบ DCS เวอร์ชันล่าสุดจาก Rockwell Automation จะช่วยให้ผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรมนำผลเชิงบวกมาสู่วัฐจักรการดำเนินงานในโรงงานด้วยระบบที่ครอบคลุมทั่วถึง และสามารถขยายขนาดรองรับความต้องการที่มากขึ้นได้ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศต่อไป

 

ความสามารถใหม่ ๆ ของระบบสามารถช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลด้วยประสิทธิภาพของกระบวนการที่อยู่ภายใต้ระบบควบคุม ซึ่งจะปรับปรุงความพร้อมในการใช้งานของทรัพยากรระบบ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติตามข้อกำหนดในอุตสาหกรรมไปพร้อมกับการนำระบบวิเคราะห์มาใช้ในทุกระดับขององค์กร กระบวนการทำงานที่เป็นอัตโนมัติและการใช้มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ชั้นนำของอุตสาหกรรมจะช่วยให้ทีมสามารถออกแบบ ติดตั้ง และทำงานสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของระบบ DCS ซึ่งจะลดระยะเวลาในการออกสู่ตลาดและช่วยให้โรงงานทำกำไรได้เร็วขึ้น

 

“เราตื่นเต้นที่ได้นำเสนอ PlantPAx DCS 5.0 ให้กับลูกค้าของเรา” Jim Winter ซึ่งดำรงตำแหน่ง Global Process Director ของ Rockwell Automation กล่าว “คุณลักษณะต่าง ๆ ในระบบใหม่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะช่วยลูกค้าของเราลดต้นทุนรวมสำหรับการออกแบบและค่าคอมมิชชันลง ประสิทธิภาพของระบบจะเข้ามาปรับปรุงความพยายามรวมที่จะควบรวมเลเยอร์ของการควบคุมกระบวนการเข้ากับองค์กรให้ดีขึ้น การลดค่าใช้จ่ายตลอดอายุของระบบและลดความเสี่ยงด้านปฏิบัติการลงช่วยให้เราค้นพบวิธีใหม่ ๆ ในการสร้างมูลค่าให้กับผู้ใช้ที่อยู่ปลายทางได้อย่างต่อเนื่อง”

 

ทั้งขั้นตอนการทำงานและผู้ใช้ปลายทางต่างต้องการระบบที่จะได้ประโยชน์จากความทันสมัย โดยปราศจากภาระที่มาพร้อมกับระบบ DCS แบบดั้งเดิม สำหรับเวอร์ชัน 5.0 ใหม่ ได้สร้างระบบ DCS ที่เป็นนวัตกรรมในด้านต่าง ๆ เหล่านี้:

 

 

  • ค่าฟุตพริ้นท์ลดลง

 

o ผลิตภัณฑ์เวอร์ชันนี้มาพร้อมการควบคุมกระบวนการแบบใหม่และขยายตระกูลลอจิกให้กว้างขึ้นด้วยความสามารถในการประมวลผลที่ล้ำสมัยและศักยภาพในการลดความซับซ้อนของสถาปัตยกรรม PlantPAx การลดค่าฟุตพริ้นท์ลงจะช่วยลดต้นทุนในการเป็นเจ้าของระบบตลอดอายุการใช้งานของระบบลงด้วย

 

  • ความ สม่ำเสมอของโครงการ

 

o ด้วยระบบออกคำสั่งขั้นตอนการทำงานที่ฝังในเฟิร์มแวร์ของตัวควบคุม แต่ละฝ่ายสามารถนำขั้นตอนที่แตกต่างกันมาใช้ควบคุมกลยุทธ์ที่จะทำให้เกิดความ สม่ำเสมอในแต่ละโปรเจกต์ได้ หรือสามารถติดตั้งแยกกันในแต่ละโรงงานได้ ความสม่ำเสมอช่วยให้การจัดการวงจรชีวิตของระบบที่ติดตั้งเป็นเรื่องง่ายขึ้นเนื่องจากทีมได้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานอัตโนมัติมีความทันสมัย ความสม่ำเสมอจะช่วยให้ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ลดลง

 

  • ขั้นตอนการทำงานที่ลื่นไหล

 

o PlantPAx 5.0 มาพร้อมการปรับปรุงทั้งด้านดีไซน์และประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ ทีมพัฒนาจะมีค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากรูปแบบการกำหนดค่าของเครื่องมือ ระบบแจ้งเตือน และองค์ประกอบในระบบวินิจฉัยต่าง ๆ ผู้ทำหน้าที่ในส่วนปฏิบัติการจะได้ใช้ความสามารถในการดูลอจิกควบคุมที่สำคัญ ๆ ด้วยวิธีการที่ปลอดภัยแทน การบำรุงรักษาจะมาพร้อมการเข้าถึงมุมมองแบบควบคุมสำหรับการแก้ไขปัญหา

 

  • ความปลอดภัยทางไซเบอร์รับรองโดย TÜV

 

o เพื่อการทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงสุดไปพร้อมกับการลดภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้ต่ำสุด สถาปัตยกรรมระบบของ PlantPAx 5.0 จึงได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISA-99/IEC 62443-3-3 โดย TÜV ซึ่งเป็นผู้แนะนำเกี่ยวกับการใช้งานระบบรักษาความปลอดภัยแบบอิเล็กทรอนิกส์

 

  • พร้อมสำหรับการวิเคราะห์ (Analytics)

 

o ขั้นตอนการทำงานและผู้ใชปลายทางเล็งเห็นถึงความสำคัญของการวิเคราะห์ว่าเป็นกลยุทธ์ที่มีความจำเป็นในการสร้างผลกำไรในกระบวนการดำเนินการ PlantPAx 5.0 เวอร์ชันล่าสุดมาพร้อมกรอบงานที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ที่สามารถเชื่อมข้อมูลปัจจุบันและข้อมูลในอดีตจากระบบ DCS เข้ากับเครื่องมือสำหรับการรายงานและวิเคราะห์ได้อย่างง่ายดาย

o สามารถติดตั้งส่วนเสริมเพื่อประสบการณ์ต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยี AR โดยใช้ขั้นตอนการทำงานที่สอดคล้องกับกลยุทธ์เชิงกระบวนการที่ควบคุมการดำเนินการต่าง ๆ ในโรงงาน

o รองรับแพ็คเกจวิเคราะห์ที่สามารถขยายขนาดรองรับความต้องการที่มหาศาล โดยใช้ประโยชน์จากโมเดลการคาดเดาแบบจำลองการคาดการ์และให้คำแนะนำสำหรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น ซอฟต์เซ็นเซอร์ ระบบตรวจจับความผิดปกติ หรือระบบควบคุมการคาดการณ์ของแบบจำลอง (Model Predictive Control)

 

ขณะที่ผู้ผลิตยังคงอยู่บนเส้นทางแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ความล้ำสมัยของระบบเวอร์ชันนี้จะช่วยให้พวกเขาเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุนรวมได้ตลอดวัฐจักรของการทำงานในโรงงาน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PlantPAx DCS 5.0 โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ rok.auto/plantpax

 

เกี่ยวกับ Rockwell Automation

Rockwell Automation, Inc. (NYSE: ROK) คือผู้นำระดับโลกด้านระบบอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล เราเชื่อมโยงจินตนาการของผู้คนเข้ากับศักยภาพของเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพของมนุษย์ซึ่งจะทำให้โลกใบนี้มีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนยิ่งขึ้น Rockwell Automation ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน มีพนักงานราว 23,000 คนที่คอยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าในกว่า 100 ประเทศอย่างทุ่มเท เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่เราใช้เพื่อสร้างองค์กรที่เชื่อมต่อถึงกันทั้งหมดให้เกิดขึ้นจริงกับองค์กรในกลุ่มอุตสาหกรรม ได้ที่ www.rockwellautomation.com

https://www.media-outreach.com/release.php/View/52194#Contact Rockwell Automation https://www.media-outreach.com/release.php/Images/98723/rockwell-logo.jpg 2020-10-27T12:30:00+08:00 2020-10-27T12:16:30+08:00

 

  • เกือบ 75% ของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกยกให้บุคลากรด้านการดูแลสุขภาพมีความน่าเชื่อถือสูงสุดในการให้คำแนะนำด้านโภชนาการ

 

 

ฮ่องกง, จีน – Media OutReach – 27 ตุลาคม 2563 – เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น บริษัทโภชนาการระดับโลก ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมจากผลสำรวจความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโภชนาการในเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2563 (Asia Pacific Nutrition Myths Survey 2020) โดยพบว่าบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านโภชนาการที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดสำหรับผู้บริโภคที่อาศัยคำแนะนำด้านโภชนาการเพื่อให้เป้าหมายด้านสุขภาพบรรลุผลตามต้องการ โดยข้อมูลนี้ได้มาจากการสำรวจผู้บริโภค 5,500 คนและบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพ (HCP) 250 คนในออสเตรเลีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม เมื่อเดือนมีนาคม 2563

 

 

 

 

 

Dr Kent Bradley (M.D., MBA, MPH) ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพและโภชนาการ, เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น กล่าวถึงโครงการนี้ว่า “เราเชื่อในการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการกับผู้คนทั่วไปผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Herbalife Nutrition Asia Pacific Wellness Tour เป็นอย่างยิ่ง รวมถึงการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านโภชนาการที่รองรับด้วยวิทยาศาสตร์ผ่านเวทีสนทนาในอุตสาหกรรมด้านโภชนาการ และการสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ในชุมชน โดยการสำรวจดังกล่าวช่วยให้เราทราบถึงความเชื่อด้านโภชนาการแบบผิด ๆ ที่ยังแพร่หลายอยู่ในภูมิภาค ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมากต่อบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพในการให้คำแนะนำด้านโภชนาการอย่างเหมาะสมมากขึ้นกับผู้ป่วย

 

ผลสำรวจยังเผยให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ด้านความต้องการ โดยมีผู้บริโภค 65% ที่สนใจรับข้อมูลด้านโภชนาการจากบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพ และมีผู้บริโภคเพียง 31% เท่านั้นที่ได้รับคำแนะนำจริง ๆ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้บริโภคเพียง 32% ที่สอบถามคำแนะนำจากบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพของตนอย่างสม่ำเสมอ

 

เหตุผลหลักที่ผู้บริโภคเหล่านี้เลี่ยงที่จะขอคำแนะนำจากบุคลากรด้านสุขภาพคือ ไม่มีเวลาและขาดความคุ้นเคย ในการขอคำแนะนำด้านโภชนาการ โดยถูกมองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่การกระทำที่เป็นเรื่องปกติ โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความเห็นเดียวกันว่าต้องการให้บุคลากรด้านการดูแลสุขภาพเป็นฝ่ายเข้ามาสร้างการมีส่วนร่วมในการแบ่งปันคำแนะนำทางโภชนาการกับพวกเขา

 

อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญที่ได้จากการสำรวจครั้งนี้คือทั้งผู้บริโภคและบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพมองว่าบริษัทด้านโภชนาการเป็นแหล่งข้อมูลด้านโภชนาการที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดเป็นอันดับที่สอง ด้วยเวลาที่พวกเขามีอยู่อย่างจำกัดในการให้คำแนะนำด้านโภชนาการและสุขภาพแก่ผู้ป่วย มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน (เกือบ 80%) ว่า บุคลากรด้านการดูแลสุขภาพต้องการให้บริษัทด้านโภชนาการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการเผยแพร่ความรู้ด้านโภชนาการให้กับผู้คนผ่านความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นกับบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพ

 

ในแง่ของช่องโหว่และการอุดช่องโหว่นั้น Dr Ben Ng ที่ปรึกษาด้านต่อมไร้ท่อ ณ คลีนิก Arden Endocrinology ใน Mount Elizabeth Novena กล่าวว่า “หนึ่งในข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมากจากการสำรวจครั้งนี้ คือความจำเป็นและความต้องการอันมหาศาลของผู้บริโภคต่อความรู้ด้านโภชนาการ ความไว้วางใจที่พวกเขามีต่อเราทำให้บทบาทของพวกเราในฐานะบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพเข้มแข็งขึ้น บริษัทด้านโภชนาการยังมีบทบาทที่สำคัญในการติดอาวุธให้กับบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพเพื่อส่งต่อความรู้ด้านโภชนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเช่นนี้ ที่การดูแลสุขภาพส่วนบุคคลเองกลายเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก

 

ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จะยกระดับโครงการความร่วมมือต่าง ๆ กับชุมชนของบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพให้เข้มข้นขึ้นผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้งด้านการศึกษาเกี่ยวกับโภชนาการ และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ โดยบริษัทจะทำงานร่วมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและพันธมิตรในแต่ละท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านโภชนาการที่ถูกต้อง ทันท่วงที และมีความเกี่ยวข้องมากขึ้นให้กับชุมชนทั่วทั้งภูมิภาคต่อไป

 

เกี่ยวกับ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เป็นบริษัทระดับโลกที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนด้วยผลิตภัณฑ์โภชนาการที่ดีและมอบโอกาสทางธุรกิจที่เชื่อถือได้แก่สมาชิกอิสระของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ผ่านการรับรองทางวิทยาศาสตร์ให้กว่า 90 ประเทศทั่วโลกผ่านสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระที่พร้อมให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล รวมถึงแนวทางในการสนับสนุนชุมชน ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีและมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ด้วยแคมเปญระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ที่รณรงค์ขจัดปัญหาความหิวโหยให้หมดไป เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จึงมุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อส่งมอบโภชนาการและให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องแก่ชุมชนต่าง ๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ IAmHerbalifeNutrition.com

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/51984#Contact Herbalife Nutrition https://www.media-outreach.com/release.php/Images/98310/HLF-NMS-HCP-Infographics-Final.jpg 2020-10-20T13:00:00+08:00 2020-10-20T13:07:15+08:00

โตเกียว, ญี่ปุ่น – Media OutReach – 20 ตุลาคม 2563 – Azbil Corporation (รหัสในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว: 6845) ประกาศว่าบริษัทจะเข้าร่วมเป็นผู้จัดแสดงเทคโนโลยีในงาน Industrial Transformation ASIA-PACIFIC (ITAP) เป็นปีที่สามติดต่อกัน โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ถึง 22 ตุลาคม นี้ สำหรับงานในปีนี้จะจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้สนใจจากทั่วโลกเข้าชมส่วนจัดแสดงของ Azbil ได้สะดวก โดยส่วนจัดแสดงจะประกอบด้วยเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติใหม่ล่าสุดของบริษัทจากญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “Contributing ‘in series’ to the achievement of a sustainable society through human-centered automation!” หรือ การสร้างสรรค์โดยระบบอัตโนมัติที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง “บนทิศทางเดียวกัน” เพื่อสังคมแห่งความยั่งยืน

 

ITAP เป็นงานคู่ขนานที่จัดขึ้นในระดับเอเชียแปซิฟิกของงาน HANOVER MESSE ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก และยังเป็นงานแสดงสินค้าแถวหน้าของภูมิภาคที่เปิดให้มีการเจรจาธุรกิจ (B2B) เพื่อสนับสนุนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industry 4.0) โดยเฉพาะในด้านระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล Azbil จะส่งตัวแทนจากสำนักงานต่าง ๆ ในภูมิภาคเข้าร่วมงานดังกล่าวเพื่อให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโซลูชันต่าง ๆ รวมถึงตอบคำถามผู้เข้าชมงานทางออนไลน์

 

เนื่องจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีการเติบโตทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง รวมถึงมีการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น Azbil จึงได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในปีนี้อีกครั้งเพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่มีความเฉพาะตัวให้กับลูกค้าในภูมิภาค Azbil จะจัดแสดงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากประเทศญี่ปุ่นในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • กระบวนการอัตโนมัติ (Process automation) พร้อมตัวอย่างอุปกรณ์ภาคสนามอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยในโรงงาน การดำเนินงานที่มีเสถียรภาพ และผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น
  • ระบบโรงงานอัตโนมัติ (Factory automation) ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีระบบวัด ควบคุม และเครือข่ายของบริษัทที่สามารถยกระดับการดำเนินงานต่าง ๆ ในโรงงานโดยใช้เทคโนโลยี IoT, big data, และนวัตกรรมอื่น ๆ
  • ระบบอาคารอัตโนมัติ (Building automation) โดยเน้นที่วิธีการ เทคโนโลยี ด้านการจัดการพลังงานและความสะดวกสบายของ Azbil ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนเมืองอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีให้เป็นสังคมอัจฉริยะที่คำนึงถึงมนุษย์เป็นสำคัญ

 

ไม่เพียงเท่านั้น Azbil จะจัดกิจกรรมพาผู้ชมงานเยี่ยมชมโชว์รูมทางออนไลน์ โดยจะพาชมในส่วนของสำนักงานแผนและพัฒนาเชิงกลยุทธ์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์ รวมถึงเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้

https://www.azbil.com/corporate/pr/showroom/aspo/index.html

 

นอกจากนี้ บริษัทจะนำเสนองานผ่านทางออนไลน์ และเข้าร่วมการอภิปรายในหัวข้อตามที่แสดงใน “กำหนดการกิจกรรมออนไลน์” ด้านล่างนี้

 

กำหนดการ

วันที่

อังคารที่ 20 ตุลาคม ถึง พฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2563

งาน

Industrial Transformation ASIA-PACIFIC (ITAP)

ลงทะเบียน

https://www.gevme.com/industrial-transformation-asia-pacific-a-hannover-messe-event-2020/?promo=ITAP20AZBIL

(ลงทะเบียนฟรีสำหรับผู้เข้าชมงาน)

การจัดแสดง

โดย Azbil

https://itap-connected.com/public/showcase/azbil-corporation

(จัดแสดงจนถึง 31 มกราคม 2564)

ผลิตภัณฑ์

และโซลูชัน

กระบวนการอัตโนมัติ

ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าสำหรับข้อมูลอนุกรมเวลา ( Time Series Data)

คาดการณ์และแสดงภาพความผันผวนในอนาคตที่สำคัญต่อการจัดการด้านความปลอดภัย

ระบบติดตามความผิดปกติทางออนไลน์

ตรวจจับความผิดปกติและแจ้งเตือนอย่างรวดเร็วโดยใช้ ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)

ระบบสนับสนุนการบำรุงรักษาวาล์วควบคุมและตัวควบคุมตำแหน่งวาล์วแบบอัจฉริยะ

ปรับปรุงประสิทธิภาพของการบำรุงรักษาวาล์วควบคุมด้วยระบบจัดการวาล์วควบคุมและระบบวิเคราะห์สาเหตุทางออนไลน์


ระบบโรงงานอัตโนมัติ

เกตเวย์ IoT สำหรับหลายราย ผู้ผลิต

เร่งการพัฒนาการควบรวมระบบ IoT ให้เร็วขึ้น
เซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุแบบปรับได้

แสดงภาพขอบเขตความปลอดภัยในการตรวจจับและลดเวลาในการกำหนดค่าที่จำเป็น

ระบบอาคารอัตโนมัติ

ระบบจัดการอาคาร Digital Twin อัจฉริยะ

สังคมอัจฉริยะที่ให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางมาพร้อมกับโซลูชันที่เชื่อมถึงกันอย่างครอบคลุมสำหรับยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน

โซลูชัน COVID-19 สำหรับสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยของอาคาร

ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคทางอากาศหรือผ่านละอองฝอย

การจัดงาน

ทางออนไลน์

ตามเวลามาตรฐานสิงคโปร์

1 การนำเสนอในหัวข้อ: Realizing smart factories using IoT and AI

(วันที่ 20 ตุลาคม เวลา 12:10 ถึง 12:30)

2 การนำเสนอในหัวข้อ: Greenhouse gas reduction for utility plants through digital technology

(วันที่ 20 ตุลาคม เวลา 15:30 ถึง 15:50)

3 การอภิปราย: Preparing for the recovery of the semiconductor and electronics & manufacturing sectors

(วันที่ 21 ตุลาคม เวลา 13:00 ถึง 14:00)

 

Azbil ยังคงเดินหน้าให้บริการลูกค้าด้วยการแก้ปัญหาและเพิ่มมูลค่าให้กับสถานที่ทำงานของพวกเขา ภายใต้หลักปรัชญา “ระบบอัตโนมัติที่คำนึงถึงมนุษย์เป็นสำคัญ” ของกลุ่มบริษัท Azbil

 

เกี่ยวกับ Azbil Corporation

Azbil Corporation หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ Yamatake Corporation ก่อนหน้านี้ เป็นบริษัทชั้นนำด้านอาคารและระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม โดยใช้เทคโนโลยีการวัดและการควบคุมพัฒนาโซลูชันที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า เพื่อให้การดำเนินงานของพวกเขามีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น Azbil ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2449 และให้บริการลูกค้าทั่วโลกในอุตสาหกรรมที่หลากหลายและมีเป้าหมายที่จะมีส่วนร่วมในด้านความปลอดภัยความสะดวกสบายและการเติมเต็มและการรักษาสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ณ สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2563 Azbil มีพนักงานกว่า 9,800 คนทั่วโลก และสร้างรายได้ถึง 259 พันล้านเยน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ https://www.azbil.com/

https://www.media-outreach.com/release.php/View/51276#Contact Azbil https://www.media-outreach.com/release.php/Images/96937/Azbil-logo-jpg.jpeg 2020-10-14T12:00:00+08:00 2020-10-14T11:05:11+08:00

ไนโรบี, เคนยา – Media OutReach – 14 ตุลาคม 2563 – แหล่งข่าววงในรายงานว่า Infinix มีแผนเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่บางและเร็วเป็นพิเศษ

 

 

มีการกล่าวกันว่าโทรศัพท์มือถือที่รอการเปิดตัวอยู่นี้จะเป็นรุ่นล่าสุดที่เข้ามาเติมเต็มผลิตภัณฑ์ภายใต้ NOTE Series ของ Infinix โดยจะเป็นรุ่นเรือธงของแบรนด์และเน้นเจาะตลาดระดับกลางไปจนถึงระดับบน มีการลือกันว่าโทรศัพท์รุ่นล่าสุดจากตระกูล NOTE จะทำงานด้วยระบบประมวลผลใหม่ซึ่งช่วยให้โทรศัพท์รุ่นนี้ทำงานได้เร็วจนน่าทึ่ง และการันตีถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ทั้งแข็งแกร่งและลื่นไหลแบบครบเครื่อง

 

ในสภาวะโลกและธุรกิจปัจจุบัน นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องเป็นผู้รอบรู้และกล้าที่จะตัดสินใจ ฉะนั้น นักธุรกิจผู้นั้นจำเป็นต้องมีโทรศัพท์มือถือที่เขาสามารถวางใจได้ และต้องมีคุณสมบัติอันคู่ควรที่จะช่วยให้เขาไม่พลาดทุกการติดต่อสื่อสาร และ NOTE ใหม่ ได้รับการกล่าวถึงว่าสามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

“สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่เป็นรุ่นเรือธงของตระกูล NOTE จาก Infinix ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงความท้าทายต่าง ๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้ผู้ใช้สามารถวางใจ ด้วยระยะเวลาการใช้งานที่นานขึ้น ขณะเดินทาง สามารถติดตามข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวล่าสุดในตลาดหุ้น หรือแม้แต่ทำคะแนนสูงสุดในเกมมือถือสุดโปรด ทีมนักพัฒนาของ Infinix จึงได้ออกแบบอุปกรณ์ชิ้นนี้ให้สามารถตอบสนองความต้องการทั้งหมดที่กล่าวมาด้วยการทำงานที่ “เร็วสุดขีด” แหล่งข่าววงในที่มีความใกล้ชิดกับบริษัทอธิบาย

 

หากจะพูดถึงภายในตัวเครื่องของ NOTE 8 ข่าวที่หลุดออกมาเผยให้เห็นว่าโทรศัพท์รุ่นนี้ใช้ชิปเซตประสิทธิภาพสูงจาก MediaTek มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุสูงและระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ ซึ่งคุณสมบัติเช่นนี้เหมาะสมอย่างยิ่งในช่วงที่การประชุมผ่านวิดีโอกลายมาเป็นเรื่องปกติ รวมถึงการนำเสนองาน และการสัมมนาต่าง ๆ สำหรับตัวชิปเซตที่มีข่าวหลุดออกมานี้ถูกกล่าวถึงว่าสามารถทำงานได้อย่างลื่นไหล และแบตเตอรี่รุ่นใหม่จะช่วยให้การใช้งานไม่สะดุด ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ว่าพวกเขาจะไม่พลาดทุกบทสนทนาทางธุรกิจที่สำคัญ ๆ หรือข่าวสารล่าสุด

 

ชิปเซต MediaTek ประสิทธิภาพสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีเกม MediaTek HyperEngine ใน NOTE รุ่นใหม่นี้การันตีได้ว่าผู้ใช้จะได้ครอบครองโทรศัพท์ที่ทำงานอย่างลื่นไหลและมีความเสถียร ซึ่งจะนำมาสู่ประสิทธิภาพชั้นเลิศแบบรอบด้าน รวมถึงประสิทธิภาพระดับสูงที่จะนำมาซึ่งประสบการณ์ใหม่ในการเล่นเกมอีสปอร์ตแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนและทำให้การทำคะแนนติดอันดับหัวแถวในทุก ๆ เกมเป็นเรื่องง่าย แหล่งข่าวเผย

 

สำหรับการใช้งานที่ไม่สะดุดขณะพกพา แบตเตอรี่แบบชาร์จเร็วความจุขนาด 5200mAh ซึ่งให้ระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ ถูกนำมาจับคู่กับเทคโนโลยี Power Marathon แบบฝังในตัว ช่วยให้โทรศัพท์รุ่นนี้สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องหลายชั่วโมง ระหว่างชาร์จโทรศัพท์มือถือ ความร้อนมักเป็นเรื่องที่หลายคนกังวล สำหรับ NOTE ใหม่ จะมาพร้อมเทคโนโลยี Dual Engine ที่ช่วยลดความร้อนขณะชาร์จลงได้ถึง 8 องศา แหล่งข่าวผู้มีความใกล้ชิดกับโครงการนี้เผย

 

จากอุตสาหกรรมกล้องโทรศัพท์มือถือที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ Infinix จึงได้จัดชุดกล้องความคมชัดสูงมาไว้ใน NOTE 8 รุ่นใหม่ แหล่งข่าววงในของบริษัทกล่าว นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่ากล้องหลักมีความละเอียดสูงสุดที่ 64M มีกล้องรวมทั้งหน้าและหลังทั้งหมด 6 ตัวที่ใส่มาในโทรศัพท์รุ่นนี้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บภาพช่วงเวลาอันงดงามของชีวิตได้ทุกขณะ และทั้งหมดนั้นจะถูกบันทึกไว้ด้วยรายละเอียดอันน่าทึ่งพร้อมความคมชัดและความงามเสมือนจริง

 

ขณะเดียวกัน การถ่ายวิดีโอในพื้นที่ที่แสงไม่เพียงพอยังเป็นสิ่งที่กวนใจผู้ใช้เสมอมา มีการกล่าวกันว่า ทีมผู้พัฒนาของ Infinix ได้เจาะลึกเข้าไปถึงปัญหานี้และใช้เวลากว่า 180 วันในการทำการวิจัยและพัฒนาอย่างไม่ลดละเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และทำให้ NOTE 8 สามารถสร้างผลลัพธ์สูงสุดได้แม้ในที่ที่มีแสงน้อย นี่คือความมุ่งมั่นที่จะอยู่เหนือคู่แข่งอย่างแท้จริง แหล่งข่าวใกล้ชิดกับทีมวิจัยและพัฒนาเผย

 

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับโครงการยังเผยอีกว่า สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสร้างสรรค์ มือถือรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับวิดีโออีกด้วย

 

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวว่ามือถือรุ่นใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใช้โทรศัพท์ที่มองหาสิ่งที่ดีกว่าให้กับชีวิต ซึ่งประสบการณ์ใช้งานโทรศัพท์มือถือที่ไว เชื่อถือได้ และไม่ขาดตอนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

 

สำหรับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหรือผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาเรื่องผลิตภาพ คุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่ดี อินเทอร์เฟสที่ลื่นไหล และแบตเตอรี่ที่มีความทนทาน NOTE 8 รุ่นใหม่นี้สามารถให้ผู้ใช้เข้าถึงอีเมล แอปเกี่ยวกับงานสำนักงาน และอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกระหว่างที่ทำงานขณะเดินทาง

 

สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์การเล่นเกมที่ต่อเนื่องยาวนานและรวดเร็ว รวมถึงความสามารถในการถ่ายภาพหรือผลิตวิดีโอได้อย่างสร้างสรรค์ NOTE 8 ก็มาพร้อมคุณสมบัติที่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้อย่างครบครัน

 

ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ NOTE 8 จึงไม่ใช่แค่มือถือที่จะเข้ามาสานต่อมือถือตระกูล NOTE ได้อย่างสมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปของ Infinix ที่จะเข้ามาดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับบนผู้ต้องการยกระดับสมาร์ทโฟนของพวกเขาสู่ขั้นใหม่ที่สูงขึ้น

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/50576#Contact Infinix https://www.media-outreach.com/release.php/Images/95964/Picture1.jpg 2020-10-10T10:00:00+08:00 2020-10-10T06:40:28+08:00

สิงคโปร์ – Media OutReach – 10 ตุลาคม 2563 – OPPO แบรนด์สมาร์ทโฟนแถวหน้าของโลกที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประกาศเปิดตัวกิจกรรมการประกวดออกแบบในระดับโลกพร้อมมอบเงินรางวัลสุดยิ่งใหญ่มูลค่า 7,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ และรางวัลประเภทเดี่ยวสูงสุด 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ การประกวด Seek for the Next Master — OPPO Global Design Award ที่มีรูปแบบไม่เหมือนใคร เป็นการประกวดการออกแบบที่รอคอยมากที่สุดในเอเชีย กิจกรรมที่จัดขึ้นโดย OPPO นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งแบรนด์และนักออกแบบ

 

 

กิจกรรม Seek for the Next Master by OPPO เชิญชวนนักออกแบบจากทั่วโลกให้มาร่วมสร้างสรรค์การออกแบบธีม วอลเปเปอร์ ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว วิดีโอริงโทน และเคสสำหรับโทรศัพท์มือถือ การประกวดในระดับนานาชาตินี้ต้องการสนับสนุนให้นักออกแบบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคอมมิวนิตีระดับโลกของ OPPO และแสดงทักษะด้านศิลปะของพวกเขาในเวทีระดับโลก OPPO ตั้งเป้าใช้กิจกรรมนี้พาผู้คนที่มีความสร้างสรรค์แถวหน้าของโลกให้มารวมตัวกันเพื่อพูดคุยถึงเรื่องสุนทรียศาสตร์บนมือถือ OPPO จะใช้การประกวดนี้นำเสนอความบันเทิงในรูปของทัศนศิลป์ให้กับลูกค้า ด้วยการเพิ่มขยายคุณค่าด้านศิลปะและวัฒนธรรมไปพร้อมกับการสร้างความสำคัญในเชิงพาณิชย์

 

การประกวดจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2563 นักออกแบบสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://developers.oppomobile.com/competition/index.html

 

การประกวดจะแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. ธีม

2. วอลเปเปอร์ (ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว)

3. วิดีโอริงโทน

4. เคสโทรศัพท์มือถือ

 

นักออกแบบสามารถส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดได้ทุกประเภท ทั้งนี้ ผลงานแต่ละชิ้นจะได้รับการพิจารณาเพื่อชิงรางวัลในหนึ่งประเภทเท่านั้น

 

หากนักออกแบบส่งผลงานเข้ามาหลายชิ้นและสามารถคว้างรางวัลชนะเลิศได้ในทุกประเภทของการประกวด จะได้รับเงินรางวัลสูงสุด 7500 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากรางวัลประเภท Global Design Award มูลค่า 4000 ดออลาร์สหรัฐฯ

ประเภท Creative Motion Design Award มูลค่า 1000 ดออลาร์สหรัฐฯ ประเภท Best Wallpaper Series Design Award มูลค่า 1000 ดออลาร์สหรัฐฯ

ประเภท Original Phone Accessories Design Award มูลค่า 500 ดออลาร์สหรัฐฯ และประเภท Most Popular Design Award มูลค่า 1000 ดออลาร์สหรัฐฯ

 

สามารถส่งผลงานการออกแบบทุกประเภท ยกเว้นประเภทเคสโทรศัพท์มือถือ เข้าร่วมประกวดได้ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ผลงานสำหรับการประกวด Original Phone Accessories Design Award (เคสโทรศัพท์มือถือ) จะต้องส่งไม่เกินวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563

 

การโหวตทางเว็บไซต์จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป

 

ผู้ชนะรางวัล Popularity Award จะพิจารณาจากชิ้นงานที่ได้รับการโหวต ส่วนรางวัลอื่น ๆ จะมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้คัดเลือก

 

OPPO ต้องการกระตุ้นให้นักออกแบบเข้าถึงผู้ใช้โทรศัพท์ OPPO 100 ล้านคนที่มีอยู่ทั่วโลก พร้อมแสดงทัศนวิสัยที่มีความแตกต่างของพวกเขาให้กับผู้ใช้หลายล้านคนได้เห็น การประกวดออกแบบระดับโลกครั้งนี้ต้องการส่งเสริมและเฉลิมฉลองให้กับนักออกแบบที่มีผลงานน่าสนใจและนักคิดจากทั่วโลก

 

เกี่ยวกับ OPPO:

OPPO เป็นผู้ผลิตและคิดค้นอุปกรณ์อัจฉริยะชั้นนำของโลก ด้วยเป้าหมายที่ต้องการมอบประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจและครบรอบด้านให้กับผู้ใช้ บริษัทจึงมุ่งมั่นในเรื่องนวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี

 

นับตั้งแต่การเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของค่ายในชื่อ Smiley Face เมื่อปี 2551 OPPO ยังคงค้นหาการทำงานร่วมกันที่สมบูรณ์แบบของสุนทรียศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างไม่หยุด

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/50093#Contact OPPO https://www.media-outreach.com/release.php/Images/95236/PR-Image-Banner-.jpg 2020-10-08T16:30:00+08:00 2020-10-09T21:36:08+08:00

ความร่วมมือนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ผลิตด้วยความคล่องตัว ความชาญฉลาด และสเกลในการเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จากระบบ cloud สู่ edge

 

มิลวอกี, สหรัฐอเมริกา – Media OutReach – 8 ตุลาคม 2563 – Rockwell Automation, Inc. (NYSE: ROK) และ Microsoft Corp. (NASDAQ: MSFT) ประกาศขยายความร่วมมือออกไปอีก 5 ปี เพื่อพัฒนาโซลูชันพร้อมใช้งานแบบครบวงจร ที่จะช่วยลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มความคล่องตัวทางดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ การรวมความเชี่ยวชาญด้านตลาดอุตสาหกรรมและตลาดไอทีของบริษัททั้งสองตามลำดับเข้าด้วยกันจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น และช่วยให้องค์กรอุตสาหกรรมต่าง ๆ ประหยัดต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งเวลาส่งมอบบริการตามความต้องการ (time-to-value) และเพิ่มความสามารถในการผลิต

 

Microsoft และ Rockwell ทำงานร่วมกันเพื่อส่งมอบโซลูชันแบบ edge-to-cloud ที่มีความล้ำสมัย ซึ่งสามารถเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างทีมพัฒนา ปฏิบัติการ และบำรุงรักษาผ่านสภาพแวดล้อมของข้อมูลเดียวที่มีความน่าเชื่อถือได้ สิ่งนี้จะทำให้ทีมพัฒนาสร้างต้นแบบทางดิจิทัล กำหนดค่า และประสานงานต่าง ๆ โดยไม่ต้องลงทุนทางด้านอุปกรณ์ที่มีราคาสูง สภาพแวดล้อมของข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียวนี้ยังช่วยให้ทีม IT และ OT สามารถเข้าถึงและแชร์แบบจำลองข้อมูลไม่เฉพาะแต่ภายในองค์กรได้อย่างปลอดภัย แต่รวมถึงองค์กรอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรอีกด้วย

 

“วันนี้ สิ่งหนึ่งที่พวกเรารู้แน่นอนแล้วก็คือไม่มีธุรกิจใดที่มีความสามารถในการฟื้นตัวได้อย่าง 100% กลุ่มที่เสริมทัพให้ตัวเองด้วยความสามารถทางดิจิทัลและสินทรัพย์ย่อมมีความสามารถในการฟื้นตัวเร็วกว่า และเทคโนโลยีคลาวด์คือสิ่งที่จะช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จ” Judson Althoff รองประธานกรรมการบริหาร ผู้ดูแลงานด้านธุรกิจพาณิชย์ทั่วโลกของ Microsoft กล่าว “พวกเรายินดีที่ได้กระชับความสัมพันธ์แข็งแกร่งและยาวนานเป็นทศวรรษกับ Rockwell Automation ให้แกร่งยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้ธุรกิจลดความซับซ้อนในการปฏิรูปอุตสาหกรรม เร่งผลลัพธ์ทางธุรกิจ และมีความคล่องตัวในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ”

 

ณ ปัจจุบัน บริษัทหลายแห่งได้ร่วมกันสร้าง use case กว่า 20 ชุดในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ภายในบ้านและของใช้ส่วนตัว และชีววิทยาศาสตร์ โซลูชันที่พัฒนาจากความร่วมมือนี้จะช่วยขยายและยกระดับบริการในปัจจุบันของเรา

 

“ความร่วมมือครั้งนี้ทำให้ลูกค้าของทั้ง Rockwell Automation และ Microsoft ได้ใช้โซลูชันที่มีความครอบคลุมและไม่ซับซ้อนเพื่อพัฒนาระบบ IIoT และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ และกำจัดการเก็บข้อมูลแบบไซโลที่ขัดขวางกิจกรรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของอุตสาหกรรม” Blake Moret ประธานและซีอีโอแห่ง Rockwell Automation กล่าว “เมื่อกำจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อโครงการระบบอัตโนมัติต่าง ๆ แล้ว องค์กรอุตสาหกรรมจะสามารถสร้างระบบโฟล์วข้อมูลที่เชื่อมทั้งองค์กรเข้าด้วยกัน และสิ่งที่พวกเขาจะได้กลับมาคือการเร่งสร้างนวัตกรรมได้เร็วขึ้น เพิ่มความสามารถในการผลิตได้สูงสุด และปรับระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม”

 

“ทีมของเราได้เห็นโซลูชันใหม่นี้ก่อนเปิดตัวแล้ว และเราตื่นเต้นกับความร่วมมือระหว่างพันธมิตรทางกลยุทธ์ของเราอย่าง Rockwell Automation กับ Microsoft” Tristan Hunter ผู้จัดการทั่วไปด้านระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีปฏิบัติการของ Fonterra Co-operative Group Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม 30% ของปริมาณส่งออกทั่วโลก กล่าว “การย้ายข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กรอย่างปลอดภัยพร้อมบริบทแวดล้อม และการสร้างขั้นตอนการทำงานใหม่ที่ให้เราวิเคราะห์และสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ Fonterra รักษามาตรฐาน ณ โรงงานในแต่ละที่ต่าง ๆ ทั่วโลกให้สูงเช่นเดิมได้”

 

องค์กรต่าง ๆ สามารถเข้าถึงโซลูชันต่าง ๆ ของ Rockwell Automation ได้แล้วตอนนี้ที่ Microsoft Azure Marketplace รวมถึงโซลูชันอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ในระยะถัดไปชองโซลูชันการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกันจะเปิดให้ทั้งลูกค้าของ Rockwell Automation และ Microsoft ใช้งานได้ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 ที่ Automation Fair At Home.

 

เกี่ยวกับ Microsoft

Microsoft (Nasdaq “MSFT” @microsoft) เป็นผู้ขับเคลื่อนการปฎิรูปด้วยนวัตกรรมดิจิทัลในโลกแห่งอัจฉริยภาพของเทคโนโลยีคลาวด์ที่ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงถึงกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ทุกคนและทุกองค์กรทั่วทุกมุมโลกได้บรรลุผลสำเร็จที่ดียิ่งกว่า

 

เกี่ยวกับ Rockwell Automation

Rockwell Automation Inc. (NYSE: ROK) คือผู้นำระดับโลกด้านระบบอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล เราเชื่อมโยงจินตนาการของผู้คนเข้ากับศักยภาพของเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพของมนุษย์ซึ่งจะทำให้โลกใบนี้มีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนยิ่งขึ้น Rockwell Automation ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน มีพนักงานราว 23,000 คนที่คอยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าในกว่า 100 ประเทศอย่างทุ่มเท เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่เราใช้เพื่อสร้างองค์กรที่เชื่อมต่อถึงกันทั้งหมดให้เกิดขึ้นจริงกับองค์กรในกลุ่มอุตสาหกรรม ได้ที่ www.rockwellautomation.com.

 

ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคต

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตเกี่ยวกับการเติบโตในอนาคตและการเร่งการเติบโต ผลการดำเนินธุรกิจ การรวมและพัฒนาระบบของโซลูชันต่าง ๆ การตกลงซื้อขายกรรมสิทธิหุ้นส่วน และวัตถุประสงค์การลงทุน และการซื้อหุ้นคืน ข้อความเหล่านี้มีลักษณะ “เป็นการคาดการณ์ในอนาคต” ตามความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปการฟ้องร้องคดีหลักทรัพย์ส่วนบุคคลปี 2538 (Private Securities Litigation Reform Act of 1995) ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตเหล่านี้สามารถบ่งชี้โดยทั่วไปได้ด้วยคำว่า “เชื่อ” “ประมาณการ” “กำหนดแผน” “วางแผน” “คาดหวัง” “คาดการณ์” “จะ” “มุ่งหมาย” และข้อความอื่น ๆ ที่หมายความหมายคล้ายกัน ผลที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ อันมีสาเหตุจากความเสี่ยงและความไม่แน่นอนบางประกาศ รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าอาจไม่มีการเติบโตหรือความรวดเร็วในการเติบโตไม่เป็นไปตามคาด การสั่งซื้ออาจไม่ทำกำไรตามคาด การลงทุนในหุ้นไม่สามารถตกลงได้ตามกำหนดหรือตามที่คาดการณ์ และวัตถุประสงค์การลงทุนหรือการซื้อหุ้นคืนไม่เกิดขึ้นตามคาด และการรวมและพัฒนาระบบโซลูชันต่าง ๆ ในอนาคตไม่เกิดขึ้นตามคาด และความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเหล่านี้มีการอธิบายไว้ในเอกสารของบริษัทที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ของสหรัฐอเมริกา ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตเหล่านี้อ้างอิงจากการคาดการณ์ที่เป็นปัจจุบันในวันที่จัดทำข่าวประชาสัมพันธ์นี้ เราไม่มีภาระผูกพันในการปรับปรุงหรือแก้ไขข้อความคาดการณ์ให้เป็นไปตามข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรืออื่นใด

https://www.media-outreach.com/release.php/View/50001#Contact Rockwell Automation https://www.media-outreach.com/release.php/Images/94752/rockwell-logo.jpg 2020-10-06T10:00:00+08:00 2020-10-06T10:01:06+08:00

 

  • ผลสำรวจเผยไม่ถึง 3 ใน 10 ของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกมีความมั่นใจในความสามารถที่จะสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ

 

 

ฮ่องกง, จีน – Media OutReach – 6 ตุลาคม 2563 – วันนี้ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น (Herbalife Nutrition) บริษัทโภชนาการระดับโลก ได้เผย ผลสำรวจการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะในเอเชียแปซิฟิก ปี 2563 ซึ่งเผยว่าผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสำคัญของการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ แต่มีผู้บริโภคเพียงไม่ถึง 3 ใน 10 คน ที่มีความมั่นใจที่จะสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ และความกังวลเรื่องโรคภัยเนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ลดลงเป็นหนึ่งในความกังวลอันดับต้น ๆ ของพวกเขา

 


 

เพื่อให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความกลัว ความกังวล ระดับความมั่นใจ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับการสูงวัยของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก การทำผลสำรวจครั้งนี้ได้เลือกกลุ่มประชากรจากแต่ละช่วงอายุเป็นจำนวนเท่า ๆ กัน ได้แก่ เจเนอเรชันซี (อายุ 18 — 23 ปี) มิลเลนเนียลส์ (อายุ 24 — 39 ปี) เจเนอเรชันเอ็กซ์ (อายุ 40 — 55 ปี) และเบบี้บูมเมอร์ขึ้นไป (อายุ 55 ปีขึ้นไป) ซึ่งอาศัยอยู่ใน 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม

 

“ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่เราได้ทำการสำรวจซึ่งออกแบบมาเพื่อเผยความกังวลเกี่ยวกับอายุในกลุ่มประชากรและตลาดในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีอายุคาดการณ์เฉลี่ยสูงสุดของโลก” Stephen Conchie รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการแห่งเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เอเชียแปซิฟิก กล่าว “ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้คนจำนวนมากต่างกังวลเกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วยเนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ลดลงเมื่ออายุสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงที่มีแนวโน้มจะเป็นไปได้จากความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากโรคระบาดที่กำลังเกิดขึ้น นอกจากนี้ เรายังพบว่าผู้บริโภคในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งประชากรกลุ่มสูงวัยมีจำนวนมาก มีระดับความมั่นใจในความสามารถที่จะสูงวัยอย่างมีสุขภาวะที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

 

“เนื่องด้วยเดือนกันยายนเป็นเดือนแห่งการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเราที่จะได้สร้างความตระหนักให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความจำเป็นในการเริ่มเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัยอย่างมีสุขภาวะตั้งแต่เนิ่น ๆ ที่เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เราเชื่อว่าอาหารเพื่อสุขภาพและการทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของการชะลอหรือป้องกันไม่ให้ความกังวลเรื่องโรคที่เกิดขึ้นตามวัยต่าง ๆ เกิดขึ้นจริง” เขากล่าวเสริม

 

นิยามของการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ

เมื่อถูกถามให้นิยามคำจำกัดความของการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะในความหมายที่จับต้องได้ ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกต่างวาดภาพในเชิงบวก ผู้ตอบแบบสำรวจแสดงความคิดเห็นว่าการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะคือการที่สมองยังสามารถคิดและจำได้ดี (ร้อยละ 61) ร่างกายกระฉับกระเฉง (ร้อยละ 57) ไม่เจ็บป่วยจากโรคเรื้อรังหรือเฉียบพลัน (ร้อยละ 56) ใช้ชีวิตอย่างอิสระและพึ่งพาตัวเองได้ (ร้อยละ 52) และไม่เป็นภาระของคนในครอบครัวเมื่ออายุสูงขึ้น (ร้อยละ 51)

 

ความกังวลเกี่ยวกับการสูงวัย

กว่าครึ่ง (ร้อยละ 54) ของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกเชื่อว่าการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีที่จะเข้าสู่ช่วงสูงวัยอย่างมีสุขภาวะควรเริ่มตั้งแต่อายุระหว่าง 30 ถึง 49 ปี เหตุผลที่ผู้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเลื่อนการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกไปคือการที่มองว่าตนยังอายุน้อย ตามมาด้วยการเรียงลำดับความสำคัญด้านสุขภาพและรูปแบบการดำเนินชีวิตในขณะนั้น

 

สำหรับผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับการเข้าสู่วัยชรา พบว่า ผู้บริโภคสองในสาม (ร้อยละ 60) จะเริ่มมีความกังวลในช่วงอายุระหว่าง 30 และ 59 ปี โดยมีความกังลเรื่องกระดูกและข้อต่อเป็นความกังวลด้านสุขภาพอันดับต้น ๆ ตามมาด้วยปัญหาเกี่ยวกับสมองและดวงตา

 

ความกลัวที่จะเข้าสู่วัยชรา

มีผู้บริโภคจากเอเชียแปซิฟิกเพียง 3 ใน 10 ราย (ร้อยละ 28) เท่านั้นที่แสดงออกถึงความมั่นใจในความสามารถของพวกเขาที่จะเข้าสู่ช่วงสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ โดยทั่วไป ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความมั่นใจมากกว่าผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้บริโภคในอินโดนีเซียเป็นกลุ่มที่มีความมั่นใจสูงสุด (ร้อยละ 61) ตามมาด้วยมาเลเซีย (ร้อยละ 44) และฟิลิปปินส์ (ร้อยละ 43) ในทางกลับกัน ผู้บริโภคในเกาหลี (ร้อยละ 17) ไต้หวัน (ร้อยละ 17) ฮ่องกง (ร้อยละ 13) และญี่ปุ่น (ร้อยละ 9) แสดงให้เห็นถึงระดับความมั่นใจน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

เมื่อดูตามกลุ่มประชากร ผู้บริโภคที่อายุน้อยกว่า เช่น เจเนอเรชันซี (ร้อยละ 31) และมิลเลนเนียลส์ (ร้อยละ 32) เป็นกลุ่มที่มีความมั่นใจเรื่องความสามารถที่จะเข้าสู่ช่วงสูงวัยอย่างมีสุขภาวะสูงกว่าเมื่อเทียบกับเจเนอเรชันเอ็กซ์ (ร้อยละ 26) และเบบี้บูมเมอร์ขึ้นไป (ร้อยละ 24)

 

ความกลัวที่จะเจ็บป่วยเนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลงกลายเป็นความกังวลเกี่ยวกับการสูงวัยอันดับต้น ๆ

 

  • 2 ใน 5 (ร้อยละ 38) ของผู้ตอบแบบสำรวจมีความกังวลเรื่องโรคภัยที่จะตามมาเมื่ออายุสูงขึ้นและภูมิคุ้มกันลดลง
  • 1 ใน 5 (ร้อยละ 18) กังวลว่าสัญญาณแห่งวัยจะทำให้รูปลักษณ์ของพวกเขาเปลี่ยนไป
  • 1 ใน 5 (ร้อยละ 18) กลัวว่าพวกเขาจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้น้อยลงเมื่อร่างกายอ่อนแอลง

 

 

 

ในส่วนของผลกระทบจากความชราที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภค:

 

  • ร้อยละ 65 ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าพวกเขาจะต้องเผชิญกับความเฉียบแหลมในความคิดที่ลดลง
  • ร้อยละ 57 เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ตนจะเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรังหรือโรคเฉียบพลัน หรือการเจ็บไข้ได้ป่วยทั่วไป
  • ครึ่งหนึ่งเชื่อว่าตนจะเข้าร่วมกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงและมีร่างกายที่อ่อนแอลงเมื่อายุมากขึ้น

 

 

การเตรียมตัวเข้าสู่ช่วงสูงวัยอย่างมีสุขภาวะตั้งแต่เนิ่น ๆ

อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่เข้าใจถึงความสำคัญในการเข้าสู่ช่วงสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ โดยผู้บริโภคจำนวน 7 ใน 10 (ร้อยละ 73) ได้เริ่มเตรียมตัวที่จะเข้าสู่ช่วงสูงวัยอย่างมีสุขภาวะแล้ว โดยการเตรียมความพร้อมประกอบไปด้วย:

 

  • การเลือกโภชนาการได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น (ร้อยละ 73)
  • การเข้าร่วมในกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำมากขึ้น (ร้อยละ 69)
  • การเข้าร่วมในกิจกรรมที่เป็นการกระตุ้นความคิดหรืองานอดิเรก (ร้อยละ 50)
  • การรับประทานอาหารเสริมที่จะช่วยให้สุขภาพดีเมื่ออายุสูงขึ้น (ร้อยละ 46)
  • การเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างเป็นประจำมากขึ้น (ร้อยละ 42)

 

 

เมื่อพิจารณาตามกลุ่มประชากร ผู้บริโภคที่อายุมาก (ร้อยละ 75) เช่น กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ขึ้นไป มีการเตรียมตัวเข้าสู่ช่วงสูงวัยอย่างมีสุขภาวะมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มเจเนอเรชันเอ็กซ์ที่อายุน้อยกว่า (ร้อยละ 70) และกลุ่มมิลเลนเนียลส์ (ร้อยละ 71) ขณะที่ผู้บริโภคเจเนอเรชันซีเป็นกลุ่มที่มีการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ช่วงสูงวัยอย่างมีสุขภาวะน้อยที่สุด โดยมีเพียงร้อยละ 65

 

“ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ได้เริ่มที่จะหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นเพื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ อย่างไรก็ตาม ด้วยกลุ่มผู้บริโภคยังมีความกลัวอย่างเห็นได้ชัดที่จะต้องเข้าสู่วัยชรา เราจึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นอันสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถเสริมสร้างความมั่นใจในความสามารถที่จะปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม เราเชื่อว่าการที่เราได้แบ่งปันความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมด้านโภชนาการที่เหมาะสมและการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้คนเดินสู่เส้นทางการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะที่ถูกต้อง” Conchie กล่าว

 

เกี่ยวกับ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เป็นบริษัทระดับโลกที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนด้วยผลิตภัณฑ์โภชนาการที่ดีและมอบโอกาสทางธุรกิจที่เชื่อถือได้แก่สมาชิกอิสระของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ผ่านการรับรองทางวิทยาศาสตร์ให้กว่า 90 ประเทศทั่วโลกผ่านสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระที่พร้อมให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล รวมถึงแนวทางในการสนับสนุนชุมชน ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีและมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ด้วยแคมเปญระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ที่รณรงค์ขจัดปัญหาความหิวโหยให้หมดไป เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จึงมุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อส่งมอบโภชนาการและให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องแก่ชุมชนต่าง ๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

 

รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ IAmHerbalifeNutrition.com

https://www.media-outreach.com/release.php/View/49603#Contact Herbalife Nutrition https://www.media-outreach.com/release.php/Images/94095/Infographic-Overcoming-the-Fear-.jpg 2020-09-30T12:10:00+08:00 2020-09-30T12:08:25+08:00

Midea บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ มีเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจไปทั่วโลก โดยการดึงแฟนคลับจำนวน 492 ล้านคนจากการแข่งขันฟุตบอลระดับพรีเมียร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ประเทศสิงคโปร์ – Media OutReach – วันที่ 30 กันยายน 2563 – ไมเดีย ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับหนึ่ง(1) ของโลกประกาศการเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (AFF) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ AFF Suzuki Cup 2020 การร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นแบรนด์แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ — ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านรายใหญ่ได้มีส่วนร่วมกับแฟนฟุตบอลนับล้านในภูมิภาคนี้

 

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา AFF ประกาศเรื่องการจัดการแข่งขัน AFF Suzuki Cup 2020 อีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายนถึง 8 พฤษภาคมปีหน้า หลังจากที่มีการเลื่อนการแข่งขันในปีนี้ เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด –19

 

การตัดสินใจครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะจัดการแข่งขันชิงแชมป์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในบ้านและนอกบ้านสำหรับโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถานที่จัดการแข่งขันจะถูกคัดเลือกจากประเทศที่มีมาตรฐานในการจัดการตามเงื่อนไขข้อบังคับเกี่ยวกับโรคโควิด –19 ในการปรึกษาหารือกับสหพันธ์ฟุตบอลในภูมิภาคและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการงาน AFF Suzuki Cup ได้พิจารณาแล้วว่าวันที่ระบุข้างต้นเป็นช่วงเวลาที่จะจัดงานได้เหมาะสมที่สุด ทั้งเพื่อรองรับตารางฟุตบอลภายในประเทศ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปเพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้เล่น โค้ช พันธมิตรทางธุรกิจ แฟน ๆ และประชาชนทุกคน

 

การเป็นผู้สนับสนุน AFF Suzuki Cup 2020 พร้อมทั้งเป็นผู้สนับสนุน Manchester City และ Brazilian Corinthians ต่างเป็นรายการแข่งขันระดับโลกที่ได้ประกาศไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดด้านกีฬาระดับโลกของแบรนด์ไมเดีย เพื่อให้แบรนด์มีความโดดเด่นในระหว่างการแข่งขันกีฬาระดับโลกเหล่านี้

 

 

Midea มุ่งมั่นที่จะดึงความนิยมที่ไม่มีใครเทียบของกิจกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาค เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และขยายส่วนแบ่งการตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผ่านกลยุทธ์การสนับสนุนแบบองค์รวม เพื่อเข้าถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงของเหล่าคอกีฬา ที่มาให้กำลังใจผู้เล่นระดับชาติที่เป็นฮีโร่ของตัวเอง

 

ในฐานะผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของทัวร์นาเมนต์ในครั้งนี้ นอกจากแบรนด์ Midea จะได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น เรายังได้โอกาสมีส่วนร่วมกับแฟนคลับจากทั่วทั้งภูมิภาค แบรนด์ Midea จะปรากฏเด่นชัดบนป้ายโฆษณารอบนอก โฆษณาทีวีในสนามแข่งขัน ช่องทางดิจิตอลต่าง ๆ ของทัวร์นาเมนท์และในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โปรโมชั่นเหล่านี้จะช่วยให้ Midea มีโอกาสอย่างมากที่จะให้แบรนด์เกิดการรับรู้และการมีส่วนรวมกับผู้ชมนับล้านทั่วตลาดอาเซียน

 

เนื่องด้วยแบรนด์ Midea ที่มองผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง และต้องการนำเสนอการแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภค เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาแนวทางให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงง่ายที่สุด เรามีทีมวิจัยและพัฒนาสินค้าที่กำลังก้าวข้ามไปข้างหน้าเพือการสำรวจและคิดค้นสิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของผู้บริโภคของเรา การเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของโลก อีกทั้งเป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ครอบคลุมมากที่สุด ทำให้เราสามารถอยู่ในชีวิตของผู้บริโภคได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน กล่าวโดย Mr. Brando Brandstaeter, Head of Brands & Communications – Midea Group’s International Business Division. “เราได้เลือกกลยุทธ์การเป็นผู้สนับสนุนในรูปแบบนี้นี้เพื่อนำเสนอแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเราแก่ผู้คนนับล้านในภูมิภาค ด้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอลมากที่สุดในทวีปเอเชีย การเป็นพันธมิตรกับ AFF Suzuki Cup จึงเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์แบบสำหรับเราในการมีส่วนร่วมกับแฟน ๆ ที่ชอบในกีฬานี้และผลักดันแบรนด์ Midea ของเราไปสู่อีกระดับ

 

Jackie Huang, Midea ASEAN General Manager, ได้กล่าวเพิ่มเติม: “Midea เราหาวิธีที่จะกระตุ้นความตื่นเต้นให้กับผลิตภัณฑ์ของเรากับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่สำคัญสำหรับ Midea และด้วยการเป็นผู้สนับสนุนล่าสุดของ AFF Suzuki Cup 2020 เราหวังว่าจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ของเราในภูมิภาค และสานต่อชื่อเสียงของเราในฐานะยักษ์ใหญ่ของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านระดับโลก

 

ประธาน AFF, Major General Khiev Sameth, กล่าวว่า, “จากการที่ได้เห็นว่า AFF Suzuki Cup เติบโตขึ้นอย่างมากจนกลายเป็นอันดับหนึ่งในการแข่งขันกีฬาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรามีความยินดีที่ได้เห็นว่าการแข่งขันครั้งนี้ยังคงเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับแบรนด์ในการดึงดูดความสนใจที่ไม่มีใครเทียบ เราตื่นเต้นมากที่ได้ต้อนรับ Midea แบรนด์ชั้นนำระดับโลกเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์และหวังว่าจะเป็นพันธมิตรที่ดีเยี่ยมกับพวกเขา

 

ในทัวร์นาเมนต์ครั้งที่ 13 นี้ จะเห็นความต่อเนื่องของรูปแบบการแข่งขันภายในบ้านและทีมเยือนในรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีการแข่งขันภายในบ้านมากขึ้นของในแต่ละประเทศที่เข้าร่วมในการแข่งขันครั้งนี้ รูปแบบการแข่งขันนี้ได้เปิดตัวครั้งแรกในปีพ. ศ. 2561 ซึ่งจะเพิ่มการเป็นที่รู้จักสำหรับผู้เล่นในประเทศบ้านเกิดของพวกเขา และยังผลักดันให้แฟน ๆ มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น

 

เกี่ยวกับ AFF Suzuki Cup

AFF Suzuki Cup เป็นการแข่งขันฟุตบอลที่จัดขึ้นในทุก ๆ สองปี โดยสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (AFF) ซึ่งได้รับการรับรองจาก FIFA และเข้าร่วม

การแข่งขันโดยทีมชาติ ชุด A’ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ในปี 2563 การแข่งขัน AFF Suzuki Cup ครั้งที่ 13 นี้ จะดำเนินการแข่งขันโดยทีมที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 10 ทีมจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 5 ทีม และจะเล่นแบบแข่งแบบพบกันหมด โดยทุกทีมต้องแข่งในรูปแบบเหย้าและเยือนอย่างละสองครั้ง การแข่งขันรอบน๊อคเอาท์ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยรอบรองชนะเลิศและรอบสุดท้ายเล่นในรูปแบบเหย้าและเยือน

www.affsuzukicup.com

 

เกี่ยวกับ Midea กรุ๊ป

Midea เป็นหนึ่งใน 10 แบรนด์ในกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของ Midea Group บริษัท เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอันดับที่ 312 ของ Global Fortune 500 ในปี 2019 ธุรกิจของ Midea Group เป็นมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยมีธุรกิจหลักอื่นๆ ประกอบไปด้วย อาทิ เช่น ระบบปรับสภาวะอากาศ หุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติ ระบบสมาร์ทโฮมและ IoT รวมถึงสมาร์ทโลจิสติกส์และธุรกิจการประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ธุรกิจทั้งหมดของ Midea Group สร้างจากความเชื่อมั่นในหลักความเชื่อ #HumanizingTechnology

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าไมเดีย นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมมากที่สุดในโลกในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน มีความเชี่ยวชาญทั้ง เครื่องปรับสภาพอากาศ (เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัย) เครื่องทำความเย็น เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เครื่องใช้เกี่ยวกับน้ำ เครื่องทำความสะอาดและดูแลพื้น และเครื่องใช้ที่ให้แสงสว่าง

 

Midea เชื่อมั่นในการให้บริการแบบโซลูชั่นที่เน้นไปที่ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางและมุ่งแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภค เรามุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้า และคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ในอนาคตอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของผู้บริโภคของเรา เพื่อทำให้พวกเขา “มีความสุขทุกครั้งเมื่อได้อยู่ที่บ้าน”

 

Midea ได้รับรางวัลเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกในด้านต่าง ๆ มากมายดังนี้ the world’s #1 ในด้านผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า the world’s #1 ตราสินค้าเครื่องปรับสภาวะอากาศ[2], the world’s #1 ในด้านผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่[3] and world’s #1 แบรนด์เครื่องใช้ในครัวขนาดเล็ก[4].

 

Midea เรามีศูนย์กลางการผลิตสินค้า 34 แห่งทั่วโลก มีพนักงานกว่า 150,000 คน ในกว่า 200 ประเทศ รายได้ต่อปีมากกว่า 40.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2561 ศูนย์นวัตกรรม 28 แห่งทั่วโลก และเรามีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อการวิจัยและพัฒนาสินค้า โดยที่เรามีการจดสิทธิบัตร มากกว่า 50,000 ชิ้นงาน

 

https://www.midea-group.com/Our-Businesses/home-appliances/midea

https://www.mancity.com/news/club-news/club-news/2020/january/man-city-announce-midea-partnership

https://www.midea-group.com/newsRoom/News/MIDEA-ANNOUNCES-3RD-SPONSORSHIP-OF-2020-AFF-SUZUKI-CUP

www.midea.com

 

[1] “Midea — World’s No.1 Consumer Appliances Producer”

Source: Euromonitor International Limited; Consumer Appliances 20ed, per consumer appliance defined to include production of dishwashers/ refrigeration appliance/ home laundry appliances/ large cooking appliance/ microwaves/ air conditioners, producer volume in units, 2019 data.

[2] “Midea — World’s No.1 Air Treatment Brand”

Source: Euromonitor International Limited; Consumer Appliances 20ed retail volume sales in units, 2019 data.

[3] “Midea — World’s No.1 Major Appliances Producer”

Source: Euromonitor International Limited; Consumer Appliances 20ed, per Major appliance category definition, producer volume in units, 2019 data.

[4] “Midea — World’s No.1 Small Cooking Appliances Brand”

Source: Euromonitor International Limited; Consumer Appliances 20ed, per Small Cooking Appliances category definition, retail volume sales in units, 2019 data.

https://www.media-outreach.com/release.php/View/49064#Contact Midea https://www.media-outreach.com/release.php/Images/92597/midea-2.jpg 2020-09-22T13:00:00+08:00 2020-09-22T12:47:17+08:00

 

  • Temenos จับมือ Alibaba Cloud ยกระดับศักยภาพการรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพ ความสามารถในการกลับมาให้บริการและนวัตกรรมให้กับสถาบันการเงิน
  • Temenos ตอกย้ำความเป็นผู้นำในระบบคลาวด์ที่ส่งมอบซอฟต์แวร์ให้กับผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะทุกราย

 

 

เจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์ และ หางโจว, จีน Media OutReach – 22 กันยายน 2563 – Temenos (SIX: TEMN) บริษัทซอฟต์แวร์ด้านการธนาคาร และ Alibaba Cloud ผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เป็นมันสมองของ Alibaba Group ประกาศในวันนี้ว่า Temenos Transact ผลิตภัณฑ์ระบบหลักด้านธนาคารเจเนอเรชันใหม่ของบริษัท ได้รับการรับรองบน Alibaba Cloud แล้ว หลังจากนี้ สถาบันทางการเงินสามารถติดตั้งแอปพลิเคชันระบบหลักด้านการธนาคารที่สำคัญของ Temenos บน Alibaba Cloud เพื่อรับประโยชน์ด้านการขยายขนาดรองรับการใช้งานที่มีความยืดหยุ่นรวมถึงประสิทธิผลเรื่องต้นทุนและการใช้งาน และให้ธนาคารสามารถนำซอฟต์แวร์ด้านการธนาคารชั้นนำระดับโลกนำของ Temenos มาใช้กับระบบพื้นฐานของ Alibaba Cloud อันทรงประสิทธิภาพได้อย่างง่ายดาย

 

สถาบันที่ให้บริการทางการเงินทั่วโลกกว่า 3,000 แห่งจะได้รับประโยชน์จากแพลตฟอร์มระบบคลาวด์ที่ทันสมัยและเทคโนโลยีที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง API ของ Temenosve โดยธนาคารสามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ระบบหลักด้านการธนาคารของ Temenos บน Alibaba Cloud และชิงความได้เปรียบเรื่องความรวดเร็วในการตอบสนองตลาดและความคล่องตัวของระบบคลาวด์ เพื่อนำเสนอโมเดลทางธุรกิจรวมถึงองค์กรในภาพรวมในรูปแบบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

 

ความต้องการใช้บริการ SaaS บนคลาวด์ที่เพิ่มมากขึ้นกำลังถูกเร่งให้สูงขึ้นจากการระบาดของโคโรนาไวรัส เนื่องจากธนาคารมีความจำเป็นที่จะต้องวางแผนเรื่องเทคโนโลยีให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น คลาวด์กลายมาเป็นเทคโนโลยีหลักในการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่นิยมใช้โดยธนาคารขนาดเล็กและธนาคารรูปแบบใหม่ (neo bank) ที่จำเป็นต้องให้บริการอย่างรวดเร็วโดยใช้ต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของระบบไอทีที่น้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ธนาคารแบบดั้งเดิมก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้บริการซอฟต์แวร์บนคลาวด์มากขึ้นเช่นกันเพื่อรองรับธุรกิจในอนาคต ตอบสนองความต้องการของตลาดได้รวดเร็วขึ้น และลดความยุ่งยากและต้นทุนทางด้านไอที

 

ซอฟต์แวร์ระบบหลักด้านการธนาคารของ Temenos จะมีให้บริการบน Alibaba Cloud และทั้งสองบริษัทจะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้ธนาคารเจาะตลาดได้เร็ว รวมถึงเปิดโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ และบรรลุเป้าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ระดับผู้นำของอุตสาหกรรม โดยตอนนี้ทั้งสองบริษัทได้เข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนการพิสูจน์แนวคิดหรือ proof of concepts ร่วมกับธนาคารแล้วและมีลูกค้ากลุ่มเดียวกันในเอเชียแปซิฟิก

 

Philip Barnett ผู้อำนวยการด้านการเติบโตเชิงกลยุทธ์ของ Temenos กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่จะต่อยอดความเป็นผู้นำด้านคลาวด์และเป็นรายแรกที่ได้รับการรับรองจาก Alibaba Cloud ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและแหล่งกำเนิดนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในด้านความเป็นผู้นำในเรื่องอีคอมเมิร์ซและระบบชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ คลาวด์คือตัวสร้างความเปลี่ยนแปลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาแห่งความท้าทายเช่นนี้ คลาวด์ช่วยให้สถาบันทางการเงินมีความคล่องตัวและความยืดหยุ่นที่พวกเขาต้องการ การร่วมงานกับ Alibaba Cloud ทำให้เราสามรถช่วยธนาคารขยายขนาดรองรับความต้องการการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นและสามารถตัดความซับซ้อนด้านการดำเนินงานออกไปได้ เราสามารถร่วมกันช่วยธุรกิจน้องใหม่ให้เข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้นโดยใช้ต้นทุนที่ลดลง และช่วยให้ธนาคารขนาดใหญ่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแผนกและร่วมงานกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร และมอบประสบการณ์ชั้นเลิศให้กับลูกค้า การที่เราได้การรับรองจาก Alibaba Cloud แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มธนาคารแบบ cloud-agnostic ของเราช่วยให้ธนาคารสามารถใช้บริการคลาวด์จากผู้ให้บริการหลายเจ้าได้ และสามารถให้บริการพร้อมกับผู้ให้บริการที่พวกเขาเลือกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

 

Lancelot Guo ประธานด้านระบบนิเวศของคลาวด์และงานขายแห่ง Alibaba Cloud Intelligence กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีที่ Temenos ผ่านการรับรองบนระบบคลาวด์ของเรา Temenos เป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านธนาคารผ่านเทคโนโลยีคลาวด์ชั้นนำของตลาด ที่ช่วยให้สถาบันทางการเงินทั่วโลกเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อรวมกับบริการคลาวด์ที่มีความครบวงจรและผลงานการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าของเราแล้ว เราจะสามารถช่วยกันเพิ่มศักยภาพให้กับสถาบันทางการเงินได้ เพื่อช่วยให้องค์กรเหล่านั้นเติบโตและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ บนคลาวด์ได้เร็วขึ้น”

 

Temenos เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมซอฟต์แวร์โดยแบ่งรายได้ 20% มาลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้บุกเบิกด้านคลาวด์แบงก์กิ้งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Temenos เป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านการธนาคารรายแรกที่ให้บริการผลิตภัณฑ์ระบบหลักด้านการธนาคารบนคลาวด์ และเป็นรายแรกที่ให้บริการแบบ cloud-to-cloud และให้บริการพร้อมกับผู้ให้บริการเจ้าอื่นเพื่อลดระยะเวลาที่ระบบเกิดความขัดข้องและลดการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์เพียงรายเดียว Temenos ช่วยให้ธนาคารลดต้นทุนการเป็นเจ้าของลงได้อย่างมาก จากความสามารถในการขยายขนาดเพื่อรองรับความต้องการที่ยืดหยุ่น เทคโนโลยีฐานข้อมูลแบบกระจาย และความสามารถในการกลับมาให้บริการเมื่อเกิดความขัดข้อง และยังเสริมด้วยประโยชน์สำหรับผู้ขายและความเป็นอิสระของแพลตฟอร์ม Temenos ช่วยให้ธนาคารเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างรวดเร็ว และช่วยให้พวกเขามีความคล่องตัวมากขึ้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้เร็วขึ้น

 

เกี่ยวกับ อาลีบาบา

Alibaba Cloud (www.alibabacloud.com) ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 เป็นเทคโนโลยีดิจิทีลและเทคโนโลยีที่เป็นมันสมองของ Alibaba Group ซึ่ง Gartner ยกให้เป็นหนึ่งในสามผู้ให้บริการ IaaS ชั้นนำของโลก และ IDC ยกให้เป็นผู้บริการคลาวด์สาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของจีน Alibaba Cloud เป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์คอมพิวติ้งแบบครบวงจรสำหรับธุรกิจทั่วโลก รวมถึงผู้ค้าที่ทำธุรกิจบนมาร์เกตเพลสของ Alibaba Group ธุรกิจสตาร์ทอัพ บริษัทและหน่วยงานของรัฐบาล Alibaba Cloud เป็นพันธมิตรผู้ให้บริการระบบคลาวด์อย่างเป็นทางการของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล

 

เกี่ยวกับ Temenos

Temenos AG (SIX: TEMN) เป็นผู้นำด้านบริการซอฟต์แวร์สำหรับธนาคาร ธนาคารกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก รวมถึงธนาคารชั้นนำ 41 รายจากทั้งหมด 50 ราย ใช้ซอฟต์แวร์จาก Temenos ดำเนินการด้านธุรกรรมต่าง ๆ และสื่อสารกับลูกค้าของธนาคารกว่า 500 ล้านคน Temenos ให้บริการระบบหน้าบ้านแบบ cloud-native, cloud-agnostic และระบบที่ทำงานด้วยเทคโนโลยี AI ซอฟต์แวร์ระบบธนาคารหลัก ระบบชำระเงิน และระบบบริหารกองทุนที่ช่วยให้ธนาคารสามารถส่งมอบบริการแบบไร้รอยต่อให้กับลูกค้าในทุกช่องทางและยกระดับการดำเนินงานสู่ความเป็นเลิศ

 

ซอฟต์แวร์ของ Temenos มีผลงานในการช่วยให้ลูกค้ากลุ่มหัวแถวของบริษัทบรรลุเป้าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ 26.8% ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และผลตอบแทนผู้ต่อหุ้น 29% สามเท่าของค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ลูกค้าเหล่านี้ยังใช้งบด้านไอทีถึง 51% ลงทุนในด้านการเติบโตและนวัตกรรม ซึ่งเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าการลงทุนในด้านไอทีของธนาคารสามารถเพิ่มคุณค่าที่จับต้องได้ให้กับธุรกิจของพวกเขา

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.temenos.com

https://www.media-outreach.com/release.php/View/48154#Contact Temenos https://www.media-outreach.com/release.php/Images/91057/TemLogo.jpg 2020-09-09T16:00:00+08:00 2020-09-09T15:44:42+08:00

โครงการ Microsoft Enabler เป็นโครงการแรกที่อบรมด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ให้ผู้พิการ รวมไปถึงการอบรมให้พันธมิตรผู้ว่าจ้างรู้จักการทำงานที่เอื้อต่อผู้พิการ ตลอดจนการดึงองค์กรไม่แสวงผลกำไรเข้าสร้างโอกาสการจ้างงาน

 

สิงคโปร์ – Media OutReach – 9 กันยายน 2563 – ไมโครซอฟท์เปิดตัวโครงการ Microsoft Enabler ปูทางไปสู่การสร้างสถานที่ทำงานที่ครอบคลุมสำหรับผู้พิการในเอเชียแปซิฟิกด้วยการขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการจ้างแรงงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น จากจำนวนผู้พิการที่มีมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก การจ้างงานที่ครอบคลุมถึงผู้พิการสามารถช่วยขับเคลื่อนให้ค่าจีดีพีในเอเชียแปซิฟิกสูงขึ้นได้ถึงร้อยละ 1-7 จากผลิตผลทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น [United Nations ESCAP]

 

โครงการนี้จะมีการนำร่องใน 5 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และประเทศไทย ก่อนขยายไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคภายในสิ้นปี 2563

 

องค์การต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการอบรมจากองค์กรไม่แสวงผลกำไรก่อนก้าวสู่การเป็นสถานที่ทำงานที่มีการจ้างงานอย่างเข้าใจและครอบคลุม (inclusive employer) และกลุ่มนายจ้างจากองค์การเหล่านี้ก็จะสามารถคัดเลือกและฝึกสอนผู้พิการให้ได้เรียนรู้วิธีการทำงานจากพนักงานคนอื่น การฝึกงาน การสอนงานและสร้างโอกาสในการทำงานด้านเทคโนโลยี ขณะที่ไมโครซอฟท์จะสนับสนุนการอบรมด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ที่จำเป็นในอุตสาหกรรม รวมถึงสนับสนุนแพลตฟอร์มที่ให้ทั้งสามกลุ่มทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน

 

“ในสถานที่ทำงานปัจจุบัน การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเป็นสิ่งที่สำคัญ และความสามารถในการเข้าถึงงานคือพาหนะที่จะนำไปสู่จ้างงานอย่างทั่วถึง เรียกได้ว่าเป็นทั้งหน้าที่รับผิดชอบและโอกาส ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถทำอะไรได้อย่างไร้ซึ่งขีดจำกัดเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุน ซึ่งจะสามารถเข้ามาสะท้อนความหลากหลายของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี” นาย Vivek Puthucode ,Chief Partner Officer ไมโครซอฟท์ เอเชียแปซิฟิก กล่าว “องค์กรที่รวมความแตกต่างหลากหลายนั้นจะได้เปรียบคู่แข่งและสามารถดึงดูดและรักษาผู้ที่มีความสามารถไว้ได้ การยอมรับความแตกต่างสามารถขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างไม่ต้องสงสัย”

 

ทักษะและความรู้

ไมโครซอฟท์จะเป็นผู้จัดการอบรมทางออนไลน์ในหัวข้อวิศวกรรมข้อมูลและการเขียนโปรแกรม คลาวด์คอมพิวติ้งบน Microsoft Azure รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันบน GitHub ให้กับผู้พิการ เนื้อหาเหล่านี้จะช่วยเพิ่มทักษะทางเทคโนโลยีที่จำเป็น ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกและเป็นที่ต้องการอย่างมากในโลกแห่งยุคดิจิทัลที่ต้องสามารถทำทุกอย่างได้จากทางไกล และเป็นเส้นทางการเรียนรู้สู่ชุดทักษะที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรมซึ่งจะเสริมสร้างคุณสมบัติในการทำงานของให้ผู้พิการต่อไป สำหรับพันธมิตรที่เป็นผู้จ้างงานของเรา ไมโครซอฟท์จะจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อการออกแบบการทำงานเพื่อครอบคลุมบุคคลทุกรูปแบบ (inclusive design) และเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกที่ทำงานด้วยปัญญาประดิษฐ์บน Microsoft Azure

 

“หัวใจของโครงการ Microsoft Enabler คือโมเดลการเข้าถึงงานที่ครอบคลุม นอกจากจะเป็นการพัฒนาการจ้างงานที่ครอบคลุมถึงคนพิการในเอเชียแปซิฟิกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้แล้ว ยังจะทำหน้าที่เชื่อมโยงคนที่มีความสามารถจากชุมชนที่มักขาดโอกาส เพื่อพัฒนาสังคมของพวกเราต่อไป” นาย Vivek กล่าวเพิ่มเติม

 

องค์กรไม่แสวงผลกำไร:

1. Be. Lab (นิวซีแลนด์)

2. JA Korea (เกาหลี)

3. KODAF (Korea Differently Abled Federation) (เกาหลี)

4. SG Enable (สิงคโปร์)

5. The Redemptorist Foundation for People with Disabilities (Thailand) หรือ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ (ไทย)

6. Virtualahan (ฟิลิปปินส์)

 

องค์กรไม่แสวงผลกำไรเหล่านี้จะเป็นผู้สนับสนุนด้านการศึกษาและการฝึกอบรมให้กับพันธมิตรที่เป็นผู้ว่าจ้าง เพื่อช่วยให้พวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับผู้พิการ และเป็นผู้ให้การสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานของนายจ้างตามความจำเป็นเพื่อให้ผู้พิการเข้าถึงได้ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสอนงานให้กับผู้พิการ

 

พันธมิตรผู้ว่าจ้าง:

1. Cloocus (เกาหลี)

2. Cognizant Technology Solutions (สิงคโปร์และฟิลิปปินส์)

3. Crayon (สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์)

4. Datacom (นิวซีแลนด์)

5. DXC Technology (นิวซีแลนด์)

6. ePLDT (ฟิลิปปินส์)

7. HCL Technologies (สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์)

8. Ingram Micro Asia (สิงคโปร์)

9. Metanet Tplatform (เกาหลี)

10. Nexus Tech (ฟิลิปปินส์)

11. NTT Asia Pacific (สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไทย)

12. NTT Data (สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์)

13. Tech Data (สิงคโปร์)

14. Wipro (สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไทย)

 

นอกเหนือจากจะได้รับการอบรมจากองค์กรไม่แสวงผลกำไรในหัวข้อที่เกี่ยวกับการสร้างสถานที่ทำงานที่ยอมรับในความแตกต่างแล้ว องค์กรเหล่านี้จะได้เร่งการดำเนินการโครงการจ้างงานที่ครอบคลุมผู้พิการของตนหลังจบคอร์ส Accessibility Fundamentals จาก Microsoft Learn ซึ่งมีคำแนะนำเกี่ยวกับหลักการออกแบบเพื่อทุกคน (inclusive design) และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก

 

“ปี 2563 เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับทุกคน และเมื่อเรามองไปยังตัวเลขของธุรกิจและหน่วยงานของรัฐที่เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีคลาวด์กับไมโครซอฟท์ในภูมิภาคนี้ซึ่งน่าทึ่งเป็นอย่างมาก จะเห็นว่าบทบาทด้านเทคโนโลยีและทักษะด้านดิจิทัลจะมาเป็นแกนหลักของการฟื้นฟูเศรษฐกิจในทุกประเทศ และหนึ่งในวิธีที่เราสามารถสร้างการฟื้นฟูอย่างครอบคลุมได้ คือการติดอาวุธด้วยทักษะด้านเทคโนโลยีให้กับคนทุกคนและทุกกลุ่มธุรกิจ” เขากล่าวเสริม

 

การให้ผู้พิการมีส่วนร่วมในสถานที่ทำงาน

พันธมิตรของไมโครซอฟท์ในภูมิภาคมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสให้กับผู้พิการด้วยการจัดให้มีการติดตามเรียนรู้วิธีการทำงานจากพนักงานคนอื่น การสอนงาน และการฝึกงานในตำแหน่งด้านเทคนิค โอกาสเหล่านี้จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับองค์กรไม่แสวงผลกำไรในการเลือกผู้พิการที่มีประวัติ ทักษะ คุณสมบัติ และความมุ่งมั่นที่มีความเหมาะสมกับความต้องการของงานตำแหน่งนั้น ๆ

 

“ความสามารถในการเข้าถึงงานเริ่มต้นจากการสร้างวัฒนธรรมแห่งการผนวกรวมคนทุกกลุ่มในสถานที่ทำงานให้เกิดขึ้น ยิ่งคุณให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเท่าไร วัฒนธรรมองค์กรของคุณก็จะยิ่งพัฒนามากยิ่งขึ้น วัฒนธรรมของบริษัทและสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของโครงการที่ประสบความสำเร็จ ที่ไมโครซอฟท์ วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ด้านการเข้าถึงงานของเราคือการฝังหลักการออกแบบที่ทุกคนเข้าถึงได้ในโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท และเราต้องการที่จะทำให้ทุก ๆ องค์กรก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ยอมรับความแตกต่าง” นาย Vivek กล่าวสรุป

 

การสร้างโอกาสในการจ้างงานให้ผู้พิการ

เพื่อขยายแผนส่งผ่านผู้ที่มีความสามารถ (talent pipeline) ให้กับพันธมิตรและเชื่อมต่อผู้พิการที่มองหางานเข้ากับตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยี โครงการนี้ยังจะมีการจัดงานนัดพบแรงงานทางออนไลน์ในช่วงปลายไตรมาสที่สองของปี 2564 ซึ่งงานนี้จะนำพันธมิตรของไมโครซอฟท์และองค์กรไม่แสวงผลกำไรมารวมตัวกัน ผู้พิการสามารถใช้โอกาสนี้ในการแสดงทักษะ ประสบการณ์จากการติดตามเรียนรู้งาน และความสนใจของพวกเขา ขณะที่ธุรกิจสามารถเสนอตำแหน่งงานที่ว่างเพื่อเชื่อมต่อกับผู้สมัครที่มีศักยภาพ นอกจากการจับคู่คนกับตำแหน่งงานแล้ว งานนัดพบแรงงานออนไลน์ยังจะมีกิจกรรมทางการศึกษาเกี่ยวกับความสามารถในการเข้าถึงในสถานที่ทำงาน เทคโนโลยีอำนวยความสะดวก รวมถึงการอบรม การสนับสนุน และเครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินโครงการต่อไปได้

 

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรจาก Microsoft Learn ที่ประกอบด้วยเนื้อหาใน 4 โมดูล ได้ที่ Accessibility Fundamentals และ Accessibility Technology and Tools

 

บทสัมภาษณ์จากองค์กรไม่แสวงผลกำไร

 

 

คุณ Minnie Baragwanath, Chief Possibility Officer แห่ง Be. Lab, New Zealand

 

ที่ Be. Lab และ Global Centre of Possibility เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ทำงานเคียงข้างกับทีมจากไมโครซอฟท์และพันธมิตรของพวกเขาในโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนี้ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะยกระดับการเข้าถึงงานและการจ้างงานในเอาเตอารัวและพื้นที่อื่น ๆ ในเอเชียแปซิฟิก Access citizens เป็นแหล่งรวมกลุ่มคนที่มีความสามารถ ซึ่งความสามารถเหล่านั้นยังไม่ถูกนำมาใช้ และกลุ่มคนเหล่านี้จะนำชุดทักษะเฉพาะเช่น ทักษะในการแก้ปัญหา ความคล่องตัว ความอุตสาหะ และนวัตกรรมมาสู่สถานที่ทำงานในศตวรรษที่ 21 ที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์”

 

 

คุณ Moonhwan Yuh, กรรมการบริหารแห่ง JA Korea

 

“ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากความหลากหลาย และผู้พิการก็เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายนั้น ไมโครซอฟท์ได้ร่วมกับ JA Korea ทางด้านการศึกษาแบบเรียนร่วมกันมาตลอด และตอนนี้เราต่อยอดสู่โครงการการจ้างงานที่รวมคนทุกกลุ่มเพื่อเข้าทำงานในสถานที่ทำงานที่มีความสร้างสรรค์มากขึ้น

 

 

คุณ GongYeol, Choi, ประธานและซีอีโอแห่ง Korea Differently Abled Federation

 

“โลกรอบ ๆ ตัวเรากลายมาเป็นสถานที่แห่งความแตกต่างหลากหลายอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจโลกที่เราอาศัยและทำงานอยู่เป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงการทำความเข้าใจต่อวิธีการที่เราสร้างคุณค่าให้กับความหลากหลายและสร้างสังคมแห่งการยอมรับความแตกต่างให้เติบโต การร่วมมือกับไมโครซอฟท์ครั้งนี้ เราเชื่อว่าเราจะสามารถกระตุ้นให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่เป็นหนึ่งเดียวทั่วโลก ซึ่งคนพิการจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มรูปแบบและอย่างมีความหมาย”

 

 

คุณ Tan Ko We, ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารแห่ง SG Enable สิงคโปร์

 

การทำงานนับว่าเป็นเกียรติอย่างหนึ่ง และการจ้างงานจะช่วยให้ผู้พิการได้ใช้ชีวิตที่เติมเต็ม ไมโครซอฟท์ได้ให้การสนับสนุนทั้งด้านการสอนงาน การฝึกงาน และโอกาสการจ้างงานให้กับผู้พิการมาตลอด และเมื่อไม่นานมานี้ยังได้มานำเสนอกรณีศึกษาที่ดีของพวกเขา ณ งาน Inclusive Business Forum ของ SG Enable เราหวังที่จะได้สร้างความเป็นพันธมิตรกับไมโครซอฟท์นี้ให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อช่วยให้บริษัทในสิงคโปร์มีความรู้และทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นในการจ้างงานผู้พิการ และเพื่อสร้างสถานที่ทำงานที่ยอมรับในความแตกต่างหลากหลายมากขึ้นในอนาคต”

 

 

คุณณรงค์ รัตนโสภา มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ประเทศไทย

 

ชีวิตของผู้พิการในประเทศไทยคือความยากลำบากที่ต้องพบเจอในแต่ละวัน ซึ่งอาจรวมถึงการเลือกปฏิบัติ ผู้พิการอาจไม่สามารถเข้าถึงสถานที่เรียนรู้หรือสถานที่ทำงาน ดังนั้นผู้พิการจึงถูกทิ้งให้อยู่ที่บ้าน ไมโครซอฟท์ได้ให้การสนับสนุนเรามาหลายปีด้วยการจัดการฝึกอบรมและการสนับสนุนซอฟต์แวร์ และตอนนี้เราได้รับการสนับสนุนมากขึ้นในรูปแบบของโอกาสในการจ้างงาน เรารู้สึกขอบคุณที่ไมโครซอฟท์เข้ามาทำให้เรามั่นใจได้ว่าผู้พิการสามารถมีงานที่ดีขึ้นได้ และที่สำคัญ จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

 

คุณ Ryan Gersava ผู้ก่อตั้งและประธาน Virtualahan Inc. ประเทศฟิลิปปินส์

 

ประสบการณ์ของเราสอนเราว่าผู้พิการคือการลงทุนเชิงบวก ด้วยการร่วมมือกับไมโครซอฟท์ เราได้ฝึกอบรมพวกเขาให้มีการจ้างงานเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัล ผู้จ้างงานเห็นถึงความภักดีของพวกเขาและความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ การทำงานปลดปล่อยพวกเขาจากผลกระทบจากความยากจนและการไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่คนพิการถูกทิ้งไว้ข้างหลังเป็นเพราะการปฏิบัติด้านแรงงานที่ล้าสมัยของฟิลิปปินส์ ผลกระทบจาก​การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และการระบาดของโควิด19 อาจทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ขึ้น นอกเสียว่าเราจะเริ่มลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ด้วยการทำให้การจ้างงานที่ครอบคลุมกลายเป็น new normal

 

สามารถดาวน์โหลดรูปภาพประกอบเนื้อหาได้ที่นี่

 

เกี่ยวกับไมโครซอฟท์

ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT” @microsoft) เป็นผู้ขับเคลื่อนการปฎิรูปด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ในโลกแห่งอัจฉริยภาพของเทคโนโลยีคลาวด์ที่ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงถึงกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ทุกคนและทุกองค์กรทั่วทุกมุมโลกได้บรรลุผลสำเร็จที่ดียิ่งกว่า

https://www.media-outreach.com/release.php/View/46684#Contact Microsoft Asia Pacific https://www.media-outreach.com/release.php/Images/87753/MSFT-logo-jpg.jpeg 2020-08-17T16:30:00+08:00 2020-08-17T17:41:20+08:00

 

  • นักสร้างสรรค์นวัตกรรมมากกว่า 90 ทีมจากกว่า 20 ประเทศส่งโซลูชันแก้ปัญหาการสัญจรด้วยข้อมูล (Data-Driven Solutions) ที่มีความล้ำสมัยเพื่อปรับปรุงการสัญจรและการวางผังเมืองในกัวลาลัมเปอร์
  • ทีมที่ได้รับเลือกให้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศมาจากประเทศออสเตรเลีย บราซิล เยอรมนี อินเดีย มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และจะได้รับเงินสนับสนุนสูงสุดทีมละ 5,000 ดอลลาร์เพื่อทำการทดสอบความเป็นไปได้ของแนวทางแก้ปัญหา

 

 

 

 

กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย – Media OutReach – 17 สิงหาคม 2563 – 16 ทีมเจ้าของแนวคิดเพื่อการแก้ปัญหาสุดล้ำผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในโครงการสถาปัตยกรรมเมืองเพื่อความท้าทายแห่งอนาคต หรือ City Architecture for Tomorrow Challenge ซึ่งมูลนิธิโตโยต้าโมบิลิตี้ (Toyota Mobility foundation) ได้เปิดตัวโครงการดังกล่าวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยเชิญชวนให้ทั่วโลกเสนอโซลูชันแก้ปัญหาการสัญจรด้วยข้อมูลที่มีพลังสร้างสรรค์และชาญฉลาดเพื่อแก้ปัญหาการสัญจรและการวางผังเมืองในกัวลาลัมเปอร์

 

 

ช่วงเปิดรับสมัครซึ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 มีทีมกว่า 90 ทีมจากทั่วโลกส่งแนวคิดทางเทคโนโลยีชั้นสูงสุดล้ำที่จะพลิกโฉมการออกแบบผังเมืองด้วยการนำข้อมูลมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทางมูลนิธิฯ ได้เลือกทีมตามรายชื่อด้านล่างนี้ให้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศทั้งหมด 16 ทีม ซึ่งนำเสนอแนวคิดได้ตรงประเด็นปัญหาและเกณฑ์การประเมินของโครงการทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ ความคุ้มค่า ความเป็นไปได้ ความยั่งยืน และลักษณะทางเทคนิค ลำดับต่อไป ทีมเหล่านี้จะต้องนำแนวคิดของพวกเขาเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบความเป็นไปได้ (POC) ซึ่งในขั้นนี้แต่ละทีมจะได้รับเงินทุนสนับสนุนสูงสุด 5,000 ดอลลาร์ นอกจากนี้ พวกเขาจะได้เข้าถึงชุดข้อมูลจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เป็นพันธมิตรกับโครงการ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถระบุปัญหาด้านการสัญจรที่เกิดขึ้นในแต่ละวันของกัวลาลัมเปอร์ได้

 

Pras Ganesh ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิโตโยต้าโมบิลิตี้ กล่าวว่า “พวกเราตื่นเต้นกับการประกาศแนวคิดระดับโลกทั้ง 16 แนวคิดนี้ ซึ่งสะท้อนอนาคตของการวางผังเมืองและการสัญจรด้วยข้อมูลที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ เราตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับทีมผู้เข้ารอบรองชนะเลิศนี้เพื่อช่วยให้แนวคิดของพวกเขาเกิดขึ้นจริงและเข้าสู่ขั้นตอนทดสอบความเป็นไปได้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อไป”

 

ทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ 16 ทีม มีดังนี้:

ชื่อบริษัท

ประเทศ

รายละเอียดแนวทางแก้ปัญหา

ARS T&TT

อินเดีย / เนเธอร์แลนด์

โซลูชันคลังข้อมูลจราจรโดยใช้เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิงการจัดการเครือข่ายการขนส่งที่ครอบคลุมสำหรับทุกคน

Asia Mobiliti

มาเลเซีย

การวิเคราะห์ระบบขนส่งไมโครทรานซิสและการสัญจรแบบออนดีมานด์เพื่อการเชื่อมโยงระหว่างต่อแรกและต่อสุดท้าย (first-mile/last-mile connectivity)

GeoSpock

สหราชอาณาจักร

เทคโนโลยีฐานข้อมูลการวิเคราะห์เพื่อรวมข้อมูลเมืองอัจฉริยะและการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (multimodal) ขั้นสูงให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

Hayden AI Technologies

สหรัฐอเมริกา

แพลตฟอร์มรวบรวมการสัญจรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพในเมืองที่อัจฉริยะยิ่งขึ้น

iLocator

เยอรมนี

การรวบรวมข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานจากบุคคลที่สาม (3rd party) และเซ็นเซอร์สำหรับแมชชีนเลิร์นนิงและการวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์

KERB

มาเลเซีย

มาร์เกตเพลสสำหรับจอดรถแบบ Peer-to-peer (P2P) และแพลตฟอร์มจัดการการจอดรถ B2B แบบไร้การสัมผัส + ผ่านอุปกรณ์มือถือ

Liftango

ออสเตรเลีย

การกำหนดเวลาตามความต้องการการใช้งานและการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเส้นทางสำหรับการขนส่งระหว่างเมืองและท้องถิ่น

Milênio Bus

บราซิล

การวิเคราะห์จำนวนผู้โดยสารแบบเรียลไทม์เพื่อการขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ

Mytraffic

มาเลเซีย

แพลตฟอร์มเมืองอัจฉริยะพร้อมระบบปรับปรุงประสิทธิภาพไฟจราจรผ่านระบบวิดีโอสตรีมมิง

Numina

สหรัฐอเมริกา

การวัดและวิเคราะห์ความต่อเนื่องของระบบจราจรหลายรูปแบบ (multimodal) โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นส่วนตัว

Parkit

มาเลเซีย

แพลตฟอร์มแบ่งปันที่จอดรถแบบ Peer-to-peer (P2P)

Rapid Flow Technologies, Inc.

สหรัฐอเมริกา

การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบสัญญาณจราจรด้วยปัญญาประดิษฐ์โดยการสื่อสารแบบสองทางระหว่างรถยนต์และผู้เดินถนน

RUNWITHIT Synthetics

แคนาดา

การทำแบบจำลองข้อมูลสังเคราะห์เชิงพื้นที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์สำหรับการสัญจร การใช้พลังงานไฟฟ้า และการเคลื่อนที่ของมนุษย์

Sensagrate

สหรัฐอเมริกา

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์และการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจราจรและความปลอดภัย

Spot Parking

ออสเตรเลีย

เทคโนโลยีสร้างแผนที่ดิจิทัลสำหรับกฎการจอดพาหนะริมทางและอัลกอริทึมค้นหาที่จอดพาหนะเพื่อการสัญจรในเมืองที่ดีขึ้น

UNL

สิงคโปร์

แพลตฟอร์มระบุปัญหาอัจฉริยะสำหรับบริการนำทางและบริการด้านตำแหน่ง

 

การสร้างแนวคิดนวัตกรรมขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสู่ความเป็นจริง

มูลนิธิโตโยต้าโมบิลิตี้จะยังคงทำงานร่วมกับพันธมิตรทางกลยุทธ์ต่าง ๆ รวมถึง ศาลาว่าการกรุงกัวลาลัมเปอร์ (DBKL), องค์กรเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งมาเลเซีย (MDEC) และพันธมิตรทางด้านข้อมูลในการสนับสนุนทีมผู้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเพื่อพัฒนาแนวคิดของพวกเขาจนกว่าจะมีการคัดเลือกทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศในเดือนตุลาคม ผ่านเงินทุนสนับสนุน ข้อมูลด้านการสัญจร และคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและคณะกรรมการผู้ให้การสนับสนุนโครงการนี้

 

มูลนิธิโตโยต้าโมบิลิตี้หวังว่าโครงการสถาปัตยกรรมเมืองเพื่อความท้าทายแห่งอนาคตนี้จะปลดล็อคนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางเพื่อสานต่อหลักการ ‘Mobility for All’ ให้กับผู้อาศัยในกัวลาลัมเปอร์ต่อไป

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tmf-catch.org/

 

เกี่ยวกับมูลนิธิโตโยต้าโมบิลิตี้

มูลนิธิโตโยต้าโมบิลิตี้ก่อตั้งเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2557 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาให้สังคมสามารถมีการสัญจรมากขึ้น โดยมูลนิธิมุ่งสนับสนุนระบบการสัญจร และลดความไม่เท่าเทียมกันในด้านการสัญจรของผู้คน โดยใช้ความเชี่ยวชาญของโตโยต้าทางด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ทำงานร่วมกับผู้ร่วมงานไม่ว่าจะเป็น สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร สถาบันวิจัย และองค์กรอื่นๆ เพื่อระบุปัญหาด้านการสัญจรทั่วโลก รวมถึงการแก้ปัญหาการเดินทางสาธารณะในเมือง การขยายการใช้งานการสัญจรต่อเนื่องหลายรูปแบบ และการพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาสำหรับคนรุ่นต่อ ๆ ไป

https://www.media-outreach.com/release.php/View/44156#Contact Toyota Mobility Foundation https://www.media-outreach.com/release.php/Images/83391/toyota1.jpg 2020-07-06T11:00:00+08:00 2020-07-06T10:29:21+08:00

“การพูดคุยและใกล้ชิดกับลูกค้าช่วยให้เราสามารถรับมือกับสภาวะตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรนา” ออสการ์ เดอ บอก ซีอีโอ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กล่าว

 

บอนน์, เยอรมนี – Media OutReach – 6 กรกฎาคม 2563 – ดีเอชแอล (DHL) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ดอยช์ โพสต์ ดีเอชแอล กรุ๊ป (Deutsche Post DHL Group) บริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำระดับโลกได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำด้านผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของโลกในรายงาน Magic Quadrant ประจำเดือนมิถุนายน 2563 โดย การ์ทเนอร์ อิงค์ (Gartner, Inc.) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชั้นนำของโลก ทั้งนี้ มีสองหน่วยธุรกิจจากดีเอชแอลที่ได้รับการพิจารณาในรายงานนี้ ได้แก่ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน (DHL Supply Chain) และดีเอชแอล โกลเบิลฟอร์เวิร์ดดิ้ง (DHL Global Forwarding)

 

 

“เราเชื่อว่าลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเรา” ออสการ์ เดอ บอก ซีอีโอ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน และกรรมการบริหารดอยช์ โพสต์ ดีเอชแอล กรุ๊ป กล่าว “เราพัฒนาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยที่เราไม่ได้ทำตัวเป็นเพียงผู้ให้บริการโลจิสติกส์แต่เป็นพันธมิตรที่พยายามทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความท้าทายที่ลูกค้ากำลังเผชิญและเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น การพูดคุยและใกล้ชิดกับลูกค้าจึงเป็นกุญแจสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรนาซึ่งมาพร้อมกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ความน่าเชื่อถือและความยืดหยุ่นเป็นสิ่งสำคัญเพราะนั่นคือวิธีเดียวที่จะสามารถรับมือกับสภาวะของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการรับมือกับปริมาณสินค้าที่มีความผันผวนหรือแม้กระทั่งการสร้างระบบซัพพลายเชนใหม่อย่างรวดเร็วหากมีความจำเป็น”

 

ทิม ชาวาธ ซีอีโอ ดีเอชแอล โกลเบิลฟอร์เวิร์ดดิ้งและกรรมการบริหาร ดอยช์ โพสต์ ดีเอชแอล กรุ๊ปเสริมว่า “ฟอร์เวิร์ดดิ้ง โซลูชันที่ให้บริการโดยดีเอชแอล โกลเบิลฟอร์เวิร์ดดิ้งทั่วโลกนั้นถือว่ามีความสำคัญเท่าๆกับการจัดการซัพพลายเชน การจัดเก็บสินค้าในคลัง การขนส่งและการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์อย่างถูกต้อง ซึ่งให้บริการโดยดีเอชแอล ซัพพลายเชนผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ดีเอชแอลได้รับการยกย่องในรายงานนี้”

 

เดอ บอก กล่าวเพิ่มเติมว่า “บริการด้านอีคอมเมิร์ซที่หลากหลายของเราเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญอย่างมากควบคู่ไปกับพันธมิตรทางธุรกิจในฐานะส่วนหนึ่งของแบรนด์ เราได้รับคะแนนสูงสุดจากลูกค้าของเราทุกปี ไม่เพียงเท่านี้การ์ทเนอร์ อิงค์ยังได้เลือกดีเอชแอลให้เป็นผู้นำทางด้านผู้ให้บริการโลจิสติกส์ทั่วโลกในรายงาน Magic Quadrant อีกครั้ง”

 

ดีเอชแอลเป็นหนึ่งในบริษัทต่างชาติ 16 แห่งที่ได้รับคัดเลือกในรายงานนี้ ซึ่งการ์ทเนอร์ประเมินจากวิสัยทัศน์และความสามารถในการดำเนินงาน และในปี 2563 นี้ ดีเอชแอลได้รับการจัดอันดับสูงสุดในด้านความสามารถในการดำเนินงาน

 

การ์ทเนอร์”รายงาน Magic Quadrant ด้านผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของโลก” เดวิดกอนซาเลซ และคณะ,10 มิถุนายน 2563

 

การ์ทเนอร์ไม่ได้ให้การรับรองผู้ผลิต สินค้า หรือบริการใด ๆ ที่กล่าวถึงในรายงานวิจัยของบริษัทฯ และไม่ได้แนะนำให้ผู้ใช้เลือกใช้เทคโนโลยีของผู้ผลิตที่จัดอยู่ในอันดับสูงสุด รายงานวิจัยของการ์ทเนอร์ประกอบด้วยความคิดเห็นของฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ และไม่ควรถือว่าเป็นการระบุข้อเท็จจริง การ์ทเนอร์ขอปฏิเสธการรับประกันใดๆ ไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือโดยนัย ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลการวิจัยนี้ รวมถึงการรับประกันเกี่ยวกับความสามารถในการจัดจำหน่าย หรือความเหมาะสมสำหรับจุดประสงค์เฉพาะ

 

ดีเอชแอล – บริษัทโลจิสติกส์ของโลก

ดีเอชแอล (DHL) คือผู้นำระดับโลกด้านการให้บริการโลจิสติกส์ เรามีบริการที่หลากหลายครอบคลุมตั้งแต่การขนส่งสินค้าภายในและระหว่างประเทศ การขนส่งสินค้าอีคอมเมิร์ซและคลังสินค้า การขนส่งด่วนระหว่างประเทศ การขนส่งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล ตลอดจนการจัดการซัพพลายเชนอุตสาหกรรม เรามีบุคคลากรกว่า 380,000 คนใน 220 ประเทศจึงสามารถเชื่อมโยงผู้คนและการดำเนินธุรกิจทั่วโลกได้อย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือส่งผลให้เกิดการไหลเวียนทางการค้าที่ยั่งยืน ด้วยความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์โซลูชั่นสำหรับตลาดและอุตสาหกรรมที่เติบโต อาทิ ด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ชีวภาพและการดูแลสุขภาพ วิศวกรรม การผลิตและพลังงาน ยานยนต์ รวมถึงธุรกิจค้าปลีก ดีเอชแอลจึงได้รับเลือกให้เป็น “ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับโลก”

 

 

ดีเอชแอล เป็นส่วนหนึ่งของ ดอยช์ โพสต์ ดีเอชแอล กรุ๊ป โดยมีรายได้กว่า 63,000 ล้านยูโรในปี 2562 กลุ่มบริษัทได้สร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับโลกด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ดอยช์ โพสต์ ดีเอชแอล กรุ๊ป ได้ตั้งเป้าการให้บริการโลจิสติกส์ที่ปราศจากมลพิษภายในปี พ.ศ. 2593

 

บนอินเทอร์เน็ต: dpdhl.de/press

ติดตามเราที่: twitter.com/DeutschePostDHL

https://www.media-outreach.com/release.php/View/39907#Contact DHL https://www.media-outreach.com/release.php/Images/76104/DSC-Thailand-1-.jpg 2020-06-29T15:30:00+08:00 2020-06-29T15:23:32+08:00

กรุงปราก, สาธารณรัฐเช็ก – Media OutReach – 29 มิถุนายน 2563 – การระบาดของไวรัสโคโรนา (Covid-19) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดเงินตราทั่วโลกอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม เงินหยวนของจีนกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง โดยมีความผันผวนอยู่ระหว่าง 6.84 ถึง 7.09 เห็นได้ชัดว่า จีนมีบทบาทที่สำคัญมากที่สุดต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ข้อมูลจากสภาการค้าสหรัฐฯ-จีน (US-China Trade Council) ในปี 2561 เผยว่ารัฐมิชิแกนได้ส่งออกสินค้ามูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ฯ ไปยังจีน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่าเกือบ 10.4 พันล้านดอลลาร์ฯ แต่ปริมาณการซื้อขายลดลงมาที่ 8.7 พันล้านดอลลาร์ฯ นับตั้งแต่ปี 2562

 

ไม่เพียงเท่านนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ออกมาพูดกล่าวหาจีนอย่างเปิดเผยว่าเป็นสาเหตุของโรคระบาดซึ่งนำไปสู่การว่างงานในระดับที่ร้ายแรงเท่ากับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ กระทั่งเรียกร้องให้จีนจ่ายค่าเสียหายที่เกิดจากโรคระบาดครั้งนี้ เรื่องนี้กำลังสร้างความตึงเครียดให้กับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ และกลายเป็นภัยคุกคามตลาดหุ้นและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม BIS (ผู้ให้บริการสภาพคล่อง หรือ LP) ได้นำเสนออีกหนึ่งทางเลือกการลงทุน ซึ่งเป็นระบบสภาพคล่องร่วม (shared-liquidation) แรกของโลก

 

Broker Investment S.R.O. หรือ BIS ได้นำเสนอการลงทุนระบบสภาพคล่องร่วมแรกของโลก ให้นักลงทุนทำเงินจากตลาด Forex ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน BIS ช่วยปกป้องนักลงทุนจากการขาดทุนในตลาดที่ความแปรปรวนสูง ซึ่งสวนทางกับการลงทุนแบบเดิม ๆ กับสถาบันการเงินขนาดใหญ่และธนาคาร BIS วิเคราะห์ออร์เดอร์ทั้งหมดด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อแยกออร์เดอร์ที่มีเสถียรภาพออกมาและทำการซื้อขายกับโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องจากนักลงทุน ด้วยความเชี่ยวชาญด้านฟินเทค ธนาคารการลงทุน และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ BIS มีความมั่นใจที่จะสร้างผลตอบแทนที่เป็นกำไรให้กับนักลงทุน

 

 

BIS สร้างสภาพคล่องให้กับตลาดและปรับโครงสร้างสภาพคล่องกับธนาคาร BIS ก่อตั้งขึ้นในสาธารณรัฐเช็กเมื่อปี 2557 และได้ขึ้นทะเบียนใบอนุญาตอุตสาหกรรมการเงินที่ออกโดยธนาคารแห่งชาติประจำสาธารณรัฐเช็ก (CNB) BIS อยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งชาติประจำสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับสถาบันการเงินที่เข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบการเงินรวมถึงคุณภาพเกี่ยวกับการลงทุน BIS ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน หลังจากก่อตั้งได้หกปี วันนี้ BIS ได้เปิดตัวโปรแกรมใหม่ที่จะนำความหวังใหม่มาสู่อุตสาหกรรมการเงินซึ่งเผชิญผลกระทบจากโรคระบาดและสงครามการค้าอยู่ในขณะนี้

 

 

BIS มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตลาดใหม่จากอาเซียนและขยายไปสู่ระดับเอเชียต่อไป BIS ตั้งเป้าจ้างงาน 100,000 ตำแหน่งภายในหนึ่งปีและครองส่วนแบ่งปริมาณการซื้อขายต่อวัน 1% ในประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงในเอเชียก่อนที่จะก้าวสู่ระดับโลกต่อไป ปัจจุบัน BIS กำลังเปิดรับผู้ร่วมงาน และก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการสภาพคล่องด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดอย่างรวดเร็ว เพื่อนำเสนอความหวังรูปแบบใหม่รวมถึงทางเลือกที่มีความมั่นคงและความเสี่ยงต่ำให้กับนักลงทุน

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/39172#Contact Broker Investment S.R.O. https://www.media-outreach.com/release.php/Images/74515/BIS-image.jpeg 2020-06-11T10:00:00+08:00 2020-06-11T09:57:01+08:00

ทั้งสองบริษัทร่วมกันพัฒนาความสามารถในการรวมระบบที่จะลดความซับซ้อนในการรวมระบบเทคโนโลยีส่วนปฏิบัติการ (OT) เข้ากับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) สำหรับแหล่งข้อมูล OT ที่มีความสำคัญสูงเพื่อนำพาให้องค์กรสามารถเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด

 

มลรัฐมิลวอกี, สหรัฐอเมริกา – Media OutReach – 11 มิถุนายน 2563 – วันนี้ Rockwell Automation, Inc. (NYSE: ROK) และ PTC (NASDAQ: PTC) ได้ประกาศเปิดตัวการยกระดับเชิงกลยุทธ์สำหรับ FactoryTalk InnovationSuite ที่ให้บริการโดย PTC และเป็นระบบชั้นนำของอุตสาหกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดดิจิทัลทรานสฟอร์มเมชันทางอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งและกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังจากเปิดตัวไปในปี 2561 ระบบ FactoryTalk InnovationSuite โดย PTC ถูกนำไปประยุกต์ใช้โดยลูกค้าอย่างรวดเร็ว ช่วยให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพส่วนปฏิบัติการที่สำคัญ ๆ ลดเวลาการหยุดทำงานที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า รวมทั้งช่วยปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น

 

ส่วนเสริมใหม่ล่าสุดมาพร้อมกับการรวมระบบ OT/IT ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ให้ลูกค้าสามารถสร้างบริบทข้อมูลเชิงปฏิบัติการแบบเรียลไทม์จากแหล่งข้อมูลที่มีความสำคัญ เช่น อุปกรณ์ควบคุมและสื่อสารข้อมูล แพลตฟอร์มควบคุม โปรแกรมเก็บข้อมูลตามลำดับเวลาและระบบควบคุมการผลิต (MES) การรวบข้อมูลที่มีการกำหนดบริบทแล้วและแบบจำลองข้อมูลพื้นฐานเข้ากับแพลตฟอร์ม Industrial IoT/Analytics เช่น แพลตฟอร์ม PTC ThingWorx® โดยอัตโนมัติ ลูกค้าจะสามารถลดความซับซ้อน กำหนดการทำงานแบบอัตโนมัติ และทำให้การผสานเทคโนโลยีส่วนปฏิบัติการ (OT) เข้ากับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ให้เกิดได้เร็วขึ้น

 

ความสามารถในการบูรณาการระบบนี้จะช่วยลดการทำงานในส่วนของการคัดสรร รวบรวม และสร้างบริบทให้ข้อมูลลงถึง 80% ซึ่งทำให้การประยุกต์ใช้ Digital Transofrmation เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว วิธีนี้ยังช่วยให้แบบจำลองข้อมูลเชิงปฏิบัติการคงอยู่ มีความสมบูรณ์ และถูกส่งไปยังระบบไอทีได้ จากนั้น แบบจำลองข้อมูลและข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกยิ่งขึ้นและผลลัพธ์ที่สามารถทำนายอนาคตได้ในระดับองค์กร

 

“หัวใจสำคัญของการสร้างผลลัพธ์ทางการเงินที่แข็งแกร่งให้สำเร็จผ่าน Digital Transformation คือความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นข้อมูลที่พร้อมใช้ ขีดความสามารถใหม่ ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถส่งมอบบริการได้เร็วขึ้นและได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากขึ้น” Arvind Rao ผู้อำนวยการด้านการจัดการผลิตภัณฑ์สำหรับระบบข้อมูลแห่ง Rockwell Automation กล่าว “พวกเรายินดีอย่างยิ่งกับอีกก้าวของความสำเร็จที่เกิดจากการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับ PTC และการได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำเทคโนโลยีรวมและเชื่อมต่อระบบที่ครอบคลุมทั้งด้านระบบ IoT สำหรับภาคอุตสาหกรรม ระบบวิเคราะห์ ระบบควบคุมการผลิต (MES) และเทคโนโลยี AR”

 

“เราตื่นเต้นกับความสามารถในการรวบระบบที่มีความลึกซึ้งขึ้นของ FactoryTalk InnovationSuite โดย PTC แต่ที่สำคัญกว่าคือการที่เราได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับงานด้านดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงและสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่าสูงให้กับลูกค้าของเราได้” Howard Heppelmann รองประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายปฏิบัติการเชื่อมโยงของ PTC กล่าว “เราหวังว่าจะได้สานต่อความเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ Rockwell Automation ต่อไป เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างองค์กรที่เชื่อมต่อถึงกันทั้งหมดได้เร็วและง่ายขึ้น”

 

เกี่ยวกับ Rockwell Automation

Rockwell Automation, Inc. (NYSE: ROK) คือผู้นำระดับโลกด้านระบบอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล เราเชื่อมโยงจินตนาการของผู้คนเข้ากับศักยภาพของเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพของมนุษย์ซึ่งจะทำให้โลกใบนี้มีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนยิ่งขึ้น Rockwell Automation ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน มีพนักงานราว 23,000 คนที่คอยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าในกว่า 100 ประเทศอย่างทุ่มเท เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่เราใช้เพื่อสร้างองค์กรที่เชื่อมต่อถึงกันทั้งหมดให้เกิดขึ้นจริงกับองค์กรในกลุ่มอุตสาหกรรม ได้ที่ www.rockwellautomation.com

 

FactoryTalk และ InnovationSuite เป็นเครื่องหมายการค้าของ Rockwell Automation Inc.

 

เกี่ยวกับ PTC (NASDAQ: PTC)

ช่วยให้ผู้ผลิตทั่วโลกสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เป็นเลขสองหลักด้วยซอฟต์แวร์ที่จะช่วยเร่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการ ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านปฏิบัติการ และเพิ่มความสามารถในการผลิตของแรงงาน ด้วยเครือข่ายพันธมิตรขนาดใหญ่ของ PTC ลูกค้าจึงได้รับความยืดหยุ่นในการติดตั้งซอฟต์แวร์กับเทคโนโลยีของพวกเขาเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล โดยมีทั้งซอฟต์แวร์ที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรและบนคลาวด์ หรือแม้แต่ซอฟต์แวร์บนแพลตฟอร์ม SaaS ที่ PTC เราไม่ทำเพียงแค่จินตนาการ แต่เราช่วยเพิ่มความสามารถในการสร้างโลกใบที่ดีกว่าเดิม

 

ThingWorx เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PTC Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น

https://www.media-outreach.com/release.php/View/37519#Contact Rockwell Automation https://www.media-outreach.com/release.php/Images/71385/Logo.jpg 2020-06-05T15:15:00+08:00 2020-06-05T15:40:33+08:00

Joanna Lumley นักแสดงชาวอังกฤษเป็นผู้ให้เสียงเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมนี้

 

นครนิวยอร์ก – Media OutReach – 5 มิถุนายน 2020 – 84000: Translating the Words of the Buddha โครงการไม่แสวงผลกำไรระดับโลกผู้แปลและอนุรักษ์คัมภีร์ศาสนาพุทธแบบทิเบต เปิดตัวแคมเปญวิดีโอเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับหนึ่งในคอลเลกชันงานเขียนที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลก งานเขียนจำนวน 230,000 หน้าซึ่งเขียนในภาษาทิเบตคลาสสิกที่กำลังจะหายไป ทำให้โลกต้องสูญเสียบันทึกคำสอนอันประเมินค่าไม่ได้ การเปิดตัวนี้ถือเป็นการครบรอบปีที่ 10 ของ 84000

 

ในปี 2552 งานประชุม ซึ่งเป็นการชุมนุมของพุทธศาสนาจารย์ชาวธิเบตที่เป็นผู้นำระดับโลก นักแปล และนักวิชาการ ได้ทำการสรุปว่า มีคัมภีร์ไม่ถึง 5% ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาที่ใช้กันในปัจจุบัน และเพียง 5% ของคัมภีร์นั้น โลกยุคใหม่ก็ได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งทั้งในด้านจิต จิตวิทยาเกี่ยวกับมนุษย์ ความสัมพันธ์ และจริยธรรมต่าง ๆ แล้ว

 

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา 84000 ได้รับมอบเงินทุนสนับสนุนกว่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อมอบให้กับทีมแปลทั่วโลก ทั้งจาก UCSB, Oxford, the University of Vienna ไปจนถึง Rangjung Yeshe Institute (Nepal) ที่ทำงานเพื่อแปลคัมภีร์ศาสนาพุทธแบบทิเบต

 

“จำนวนของนักวิชาการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาทิเบตคลาสสิกและได้รับการฝึกให้สามารถแปลปรัชญาที่มีความลึกซึ้งเช่นนี้ได้กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว” Huang Jing-Rui กรรมการบริหารแห่ง 84000 อธิบาย “หากเราไม่ลงมือตอนนี้ ลองจินตนาการดูสิว่าความรู้มากมายแค่ไหนที่เราอาจจะต้องสูญเสียไปตลอดกาลเพราะถูกล็อคอยู่ในภาษาโบราณนี้”

 

ภายในระยะเวลาเพียงสิบปี 84000 ได้นำพระสูตร (sūtras) มาแปลไปแล้วกว่า 30% ซึ่งได้รับการรับรองจากนิกายศาสนาพุทธแบบทิเบตที่สำคัญ ๆ ทั้งสี่นิกาย และยังคงทำงานภายใต้การสนับสนุนจากผู้สอนธรรมเนียมปฏิบัติตามหลักศาสนาพุทธแบบทิเบตที่มีความรู้มากที่สุดและยังมีชีวิตอยู่จำนวนหนึ่ง

 

โครงการริเริ่มทางประวัติศาสตร์นี้เปิดให้ใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นครั้งแรก ได้แก่สื่อหลักที่เป็นภาษาอังกฤษซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าของทุนการศึกษาระดับนานาชาติทางด้านประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธ ปรัชญา และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาและการถ่ายทอดวัฒนธรรมทั่วทั้งเอเชีย และ 84000 ยังสานต่อการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่กับห้องสมุดดิจิทัลขององค์กร เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงอภิธานศัพท์ในภาษาต่าง ๆ และเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ความสามารถในการอ่านแบบสองภาษา และมีการเปิดให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงคัมภีร์ศาสนาพุทธแบบทิเบตที่ได้รับการแปลแล้วได้ฟรี

 

การเปิดตัวแอนิเมชันที่มีความยาว 3 นาที ซึ่งให้เสียงโดย Joanna Lumley นักแสดงชาวอังกฤษ เจ้าของรางวัลจะมาพร้อมกับแคมเปญ “Like and Share” ช่วงสุดสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน (5.00 น. EST/17.00 น. SG) จนถึงวันที่ 7 มิถุนายน (17.00 น. EST/8 มิถุนายน 5.00 น. SG) ในช่วงที่ผู้คนหลายล้านคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน 84000 ขอเชิญชวนให้ทุกคนใช้เวลารับชมสื่อช่วงนี้อย่างคุ้มค่า เพียงคลิกเดียว ก็สามารถช่วยอนุรักษ์บันทึกคำสอนที่ใหญ่ที่สุดของโลกได้แล้ว

 

“มันเป็นไปได้ว่าการอยู่รอดของธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาจะขึ้นอยู่กับการแปลเนื้อหาเหล่านั้นเป็นภาษาต่าง ๆ” Dzongsar Khyentse Rinpoche ประธานผู้ก่อตั้ง ซึ่งมีชื่อเสียงจากการเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และนวัตกรรมที่ส่งเสริมหลักปฏิบัติของนักอนุรักษ์อย่างสูง กล่าว “การแปลเนื้อหาพุทธศาสนาแบบทิเบตและเปิดให้คนในโลกสมัยใหม่เข้าถึงอาจช่วยให้อารยธรรมและวัฒนธรรมของชาวพุทธอาจไม่ต้องเผชิญกับการถูกทำลายไป”

 

การเปิดตัวในวันนี้เกิดขึ้นพร้อมกับวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันที่ชาวพุทธทั่วโลกระลึกถึงการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

 

 

เว็บไซต์: 84000.co

https://www.media-outreach.com/release.php/View/36911#Contact 84000: Translating the Words of the Buddha https://www.media-outreach.com/release.php/Images/70252/PressReleaseTMPir9zia.jpg 2020-05-26T10:00:00+08:00 2020-05-26T10:02:41+08:00

ครั้งที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สิงคโปร์

 

พอร์ตแลนด์ รัฐเมน (สหรัฐอเมริกา) – Media OutReach – 26 พฤษภาคม 2020 – งาน Seafood Expo Asia ประจำปี 2020 จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 – 20 พฤศจิกายน สถานที่ Singapore EXPO ฮอลล์ 2 โดยจะจัดร่วมกับงาน Fruit Logistica

 

 

 

Seafood Expo Asia เป็นตลาดอาหารทะเลสำหรับเอเชียที่จัดขึ้นโดย Diversified Communications เชื่อมโยงผู้จัดหาและผู้ซื้อกว่า 7,500 รายทั่วโลกในแต่ละปี นับเป็นโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญในวงการได้สรรหาผลิตภัณฑ์และบริการด้านอาหารทะเลทุกประเภท ตลอดจนได้เรียนรู้และสำรวจเทรนด์ล่าสุดในวงการอาหารทะเล

 

“การย้ายมาสิงคโปร์ในปีนี้จะช่วยให้ผู้ออกงานและผู้ซื้อมีโอกาสได้ติดต่อกับและสำรวจศักยภาพทางธุรกิจทั่วทั้งเอเชีย” Liz Plizga รองประธานกลุ่มบริษัทแห่ง Diversified Communications ระบุ “การตัดสินใจนี้เป็นไปตามข้อเสนอแนะจากลูกค้าของเราเกี่ยวกับศักยภาคของตลาดอาหารทะเลเอเชีย การวิจัยภายนอกของเรายังยืนยันว่า ผู้ซื้อในตลาดเหล่านี้ต้องการพบกับผู้จัดหาอาหารทะเลนานาชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ”

 

การจัดงานแสดงสินค้าในสิงคโปร์จะเสริมสร้างสถานะของงาน Seafood Expo Asia ในการเชื่อมโยงผู้จัดหาอาหารทะเลเข้ากับผู้ซื้อแถบเอเชีย ณ จุดศูนย์กลางตลาดอาหารทะเลที่ยิ่งใหญ่ สิงคโปร์คือศูนย์กลางสำคัญทางธุรกิจสำหรับการค้าระดับโลก ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้เข้าถึงเมืองต่าง ๆ กว่า 400 แห่งได้อย่างง่ายดาย

 

การจัดงานอีเวนต์ปลายปี และเมื่อเศรษฐกิจเอเชียกลับฟื้นคืนมาอีกครั้งจะเป็นโอกาสให้ผู้จัดหาอาหารทะเลและผู้ซื้อได้ทำธุรกิจส่งท้ายปี และเตรียมพร้อมรับมือกับปีถัดไป

 

“เราดีใจที่ Diversified Communications เลือกสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดงาน Seafood Expo Asia ในปี 2020 และเรามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้งานอีเวนต์นี้ประสบความสำเร็จ สิงคโปร์มีชื่อเสียงเข้มแข็งในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการจัดงานอีเวนต์ทางธุรกิจ และเรามั่นใจถึงการคาดการณ์ในระยะยาวของอุตสาหกรรม เราหวังที่จะได้ต้อนรับตัวแทนต่าง ๆ ที่มาสิงคโปร์ในเดือนพฤศจิกายน” Andrew Phua กรรมการบริหารของงานแสดงสินค้าและงานประชุมของคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งสิงคโปร์แสดงความเห็น

 

“เราภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าภาพรับรองงาน Seafood Expo Asia ที่ Singapore EXPO & MAX Atria เป็นครั้งแรก เรามุ่งมั่นที่จะจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสะดวกสบายไว้ให้แก่ผู้จัดงาน ผู้ออกร้าน และผู้เข้าร่วมด้วยมาตรการสุขอนามัยและการป้องกันไว้ก่อนที่กำหนดไว้ เพื่อให้ทุกคนสามารถติดต่อและสานความสัมพันธ์ใหม่ได้อย่างสบายใจ นับเป็นเกียรติสำหรับเราในสิงคโปร์ที่จะมอบพื้นที่และเวทีให้วงการอาหารทะเลได้หล่อเลี้ยงธุรกิจให้เติบโตในพื้นที่ส่วนกลางของภูมิภาคเอเชีย เราหวังว่าจะได้ต้อนรับทุกท่านในเดือนพฤศจิกายน” Alvin Lim กรรมการผู้บริหารฝ่ายแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าของ SingEx Holdings กล่าว

 

งาน Seafood Expo Asia มีความยินดีที่จะประกาศว่างานที่จะจัดขึ้นในปี 2020 จะจัดร่วมกับงาน Asia Fruit Logistica ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าชั้นนำระดับทวีปสำหรับธุรกิจผลิตผลสดของเอเชีย งาน Asia Fruit Logistica ประจำปี 2019 นำพาผู้เชี่ยวชาญด้านการค้ากว่า 12,000 รายจากทั่วโลกมาพบกันและทำธุรกิจด้านผักผลไม้สดกับผู้ออกร้าน 800 รายจาก 40 ประเทศ สถานที่จัดงานร่วมกันนี้จะอำนวยความสะดวกในการจัดซื้ออาหารที่เน่าเสียได้แก่ผู้เชี่ยวชาญ

 

“การจัดงานร่วมกันของเราแสดงถึงความสำคัญของงานแสดงสินค้าแบบพบปะในขณะที่โลกเผชิญกับการแพร่ระบาดระดับโลก และยังเน้นย้ำสิงคโปร์เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับผู้จัดงานอีเวนต์ทั่วโลก” กล่าวโดย Will Wollbold ผู้อำนวยการ Global Produce Events (GPE) ซึ่งจัดงาน ASIA FRUIT LOGISTICA

 

“งาน Seafood Expo Asia และงาน Asia Fruit Logistica มีแรงบันดาลใจเดียวกันโดยช่วยให้ภาคธุรกิจด้านการค้าปลีกและด้านบริการอาหารทำธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในตลาดเอเชีย ร่วมกันงานอีเวนต์จะเป็นสถานที่เสาะหาวัตถุดิบครบวงจรอันแสนสะดวกสบายให้แก่ผู้ซื้อนานาชาติในเอเชียที่กำลังมองหาผู้จัดหาอาหารทะเลทุกประเภท รวมไปถึงผักผลไม้สดจากทั่วโลก” Plizga ระบุ “เรายินดีที่ได้ร่วมงานกับ Asia Fruit Logistica เพื่อสร้างเวทีที่ปลอดภัยและสุขภาพดีสำหรับภาคธุรกิจอาหารที่เน่าเสียได้”

 

งาน Seafood Expo Asia เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าสำหรับผู้จัดหานานาชาติในด้านวัตถุดิบและการบริการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสด แช่เย็น แช่แข็ง บรรจุกระป๋อง และแบบเพิ่มมูลค่า และมีโปรแกรมการประชุมที่ครอบคลุมหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่สุดในเอเชีย

 

งาน Young Chef Challenge ครั้งที่ 3 ซึ่งชื่นชมผู้มีความสามารถด้านทำอาหารรุ่นใหม่ในสิงคโปร์จะจัดขึ้นในฮอลล์จัดแสดงในระหว่างงาน Seafood Expo Asia การแข่งขันส่งเสริมการสอนทำอาหาร และเป็นโอกาสสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เชฟทั้งหลายได้ค้นหาและพัฒนาทักษะของตนเองต่อไป

 

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมและข่าวสารของงานอีเวนต์ โปรดเข้าไปที่ www.seafoodexpo.com/asia

 

เกี่ยวกับงาน Seafood Expo Asia

Seafood Expo Asia คืองานจัดแสดงสินค้าที่ผู้ซื้อและผู้จัดหาอาหารทะเลทั่วโลกมาพบกันเพื่อสร้างเครือข่ายและทำธุรกิจในตลาดเอเชียที่รุ่งเรือง งานนี้จัดขึ้นโดย Diversified Communications และจัดขึ้นทุกปีในเอเชีย SeafoodSource เป็นสื่อที่เป็นทางการของงานแสดงสินค้า ซึ่งนำเสนอข่าวสารในวงการตลอดทั้งปี งาน Seafood Expo Asia ครั้งที่ 10 จะจัดขึ้นร่วมกับงาน Asia Fruit Logistica www.seafoodexpo.com/asia.

 

เกี่ยวกับ Diversified Communications

Diversified Communications คือบริษัทสื่อนานาชาติชั้นนำมีผลงานในการจัดงานแสดงสินค้าและงานประชุมแบบพบปะ ชุมชนออนไลน์ และสื่อข่าวสารแบบสิ่งพิมพ์และแบบดิจิทัล ในฐานะผู้ผลิตสินค้าชั้นนำในตลาดเหล่านี้ Diversified Communications เชื่อมโยง ให้ความรู้ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับชุมชนธุรกิจใน 15 อุตสาหกรรม ได้แก่ ด้านอาหารและเครื่องดื่ม การดูแลสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและออร์แกนิก การบริหารจัดการธุรกิจ และเทคโนโลยี งานแสดงสินค้าและสื่อในกลุ่มอาหารทะเลระดับโลกของบริษัท ได้แก่ Seafood Expo North America/Seafood Processing North America, Seafood Expo Global/Seafood Processing Global, Seafood Expo Asia และ SeafoodSource.com Diversified Communications ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1949 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐเมน สหรัฐอเมริมา และถึงแม้จะมีแผนกและสำนักงานตั้งอยู่ทั่วโลก แต่ยังคงเป็นธุรกิจครอบครัวบริหารงานโดยรุ่นที่สามแล้ว หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่: www.divcom.com.

https://www.media-outreach.com/release.php/View/36085#Contact Diversified Communications https://www.media-outreach.com/release.php/Images/68621/seafood-image-2.jpg 2020-05-18T12:15:00+08:00 2020-05-18T12:15:46+08:00

โซลูชันดังกล่าวประกอบด้วยเทคโนโลยีมอสเฟตที่ผลิตจากซิลิคอนคาร์ไบด์ ซึ่งสามารถแปลงพลังงานได้ดีกว่าขณะที่มีค่าฟอร์มแฟกเตอร์ลดลง

 

ฮ่องกง, สาธารณรัฐประชาชนจีน – Media OutReach – 18 พฤษภาคม 2563 – วันนี้ ผู้ให้บริการโซลูชันด้านเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Arrow Electronics ได้เปิดตัวโซลูชันตัวแปลงพลังงานไฟฟ้าวงจรรวมแบบสองทิศทางสำหรับติดตั้งในรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมตัวชาร์จพลังงานเคลื่อนที่ที่แข็งแรงทนทาน สามารถกักเก็บไฟฟ้าและจ่ายพลังงานที่เหลือจากการใช้สู่บ้านเรือนและโครงข่ายระบบไฟฟ้าได้เมื่อต้องการ การพัฒนาความสามารถของระบบ vehicle-to-home (V2H) และ vehicle-to-grid (V2G) ช่วยให้การทำงานระหว่างที่มีความต้องการใช้ไฟสูงเป็นไปอย่างราบรื่น สร้างรายได้จากแหล่งพลังงานที่ยังไม่ถูกใช้ระหว่างที่ไม่มีการใช้งานแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มีความยั่งยืนและมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

การพัฒนาระบบขนส่งที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นที่ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการแก้ปัญหาด้านสภาพอากาศทั่วโลก ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศรายงานว่าภายในปี พ.ศ. 2573 จะมีรถยนต์ไฟฟ้า 125 ล้านคันเดินทางอยู่บนทางหลวงและถนนสายเล็ก ๆ ทั่วโลก[1] และการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินการของโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายพลังงานในปัจจุบัน

 

ระบบ V2G และ V2H จะทำให้ทั้งการกักเก็บพลังงานและการจ่ายพลังงานที่เกินมากลับไปยังโครงข่ายระบบไฟฟ้าและชุมชนเกิดขึ้น โดยการใช้ตัวแปลงพลังงานแบบสองทิศทาง รถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถถูกใช้เป็นตัวจ่ายไฟไปยังบ้านเรือนหรืออาคารต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดแรงกดดันของโครงข่ายจ่ายกระแสไฟฟ้าหลักของชาติ

 

โซลูชันตัวแปลงพลังงานไฟฟ้าแบบสองทิศทางประกอบด้วยสามองค์ประกอบหลักสำหรับสร้างตัวแปลงพลังงานที่สามารถขยายขนาดได้ มีความคุ้มค่า และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่ การปรับปรุงค่าตัวประกอบไฟฟ้า (PFC) แบบไม่ใช้ไดโอดบริดจ์ประสิทธิภาพสูง อุปกรณ์ชาร์จสำหรับระบบ V2G แบบสองทิศทาง และระเบียบโมดูลการสื่อสาร (EVCC) ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO15118 เมื่อเทียบกับวัสดุซิลิคอนที่ใช้โดยทั่วไปแล้ว PFC และแหล่งจ่ายไฟ DC-DC ที่ใช้เทคโนโลยีมอสเฟตจากซิลิคอนคาร์ไบด์ส่งผลให้การสูญเสียพลังงานเกิดขึ้นลดลง (ประสิทธิภาพสูงสุด 96%) ค่าฟอร์มแฟกเตอร์ลดลง (สูงสุด 50%) และน้ำหนักลดลง นอกจากนี้ จำนวนของส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในโซลูชันนี้ยังลดลงถึง 20% ทำให้การออกแบบระบบมีความคุ้มค่ามากขึ้น โซลูชันดังกล่าวนี้รองรับการใช้งานกับอุปกรณ์แปลงพลังงานไฟฟ้า AC-DC แบบสองทิศทางที่มีแรงดันกระแสสลับระหว่าง 200Vac ถึง 265Vac และแรงดันกระแสตรงระหว่าง 250Vdc ถึง 450Vdc และมีกำลังไฟฟ้าขาออกสูงสุด 6.6kW

 

โซลูชันตัวแปลงพลังงานไฟฟ้าวงจรรวมแบบสองทิศทางโดย Arrow

 

“เราตื่นเต้นที่ได้แนะนำโซลูชันตัวแปลงไฟฟ้าวงจรรวมนี้ ซึ่งจะช่วยทำให้วงจรการออกแบบอุปกรณ์ชาร์จแบบสองทิศทางโดยผู้ผลิตรถยนต์เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว สำหรับนำไปใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าสำรอง และระบบชาร์จพลังงานด้วยแสงอาทิตย์ เป็นต้น” Jacky Wan รองประธานฝ่ายวิศวกรรมประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Arrow Electronics กล่าว “ในฐานะหนึ่งในผู้ให้บริการโซลูชันด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลก Arrow จะเดินหน้าส่งมอบความสามารถด้านวิศวกรรมระดับชั้นนำและขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านพลังงานที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ”

 

เพื่อช่วยวิศวกรให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวแปลงไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้เร็วขึ้น Arrow จึงได้นำเสนอโซลูชันตัวแปลงไฟฟ้าวงจรรวมแบบสองทิศทางนี้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.arrow.com/en/research-and-events/articles/arrow-launches-integrated-bi-directional-power-converter-solution.

 

เกี่ยวกับ Arrow Electronics

Arrow Electronics (NYSE:ARW) เป็นผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมให้กับผู้ผลิตและผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำกว่า 175,000 ราย Arrow สร้างยอดขายในปี 2562 ได้ถึง 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ และเป็นผู้พัฒนาโซลูชันด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาทั้งธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน เรียนรู้เพิ่มเติมที่ www.fiveyearsout.com

https://www.media-outreach.com/release.php/View/35448#Contact Arrow Electronics https://www.media-outreach.com/release.php/Images/67193/arrow-image.jpg 2020-05-05T13:50:00+08:00 2020-05-05T13:51:25+08:00

“รวมมนุษยชาติต่างพรมแดน เชื้อชาติ และศาสนาผ่านดนตรี”

 

 

  • Twitter เตรียมถ่ายทอดสดผ่านบัญชีชื่อ @88rising ร่วมกับ 88rising
  • ศิลปินเคป็อปที่จะร่วมแสดงประกอบด้วย KANGDANIEL, CLC, Hyukoh และ Lim Kim
  • Twitter ได้พัฒนาอิโมจิพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะปรากฏโดยอัตโนมัติเมื่อใช้แฮชแท็ก #88rising #AsiaRising #AsiaRisingforever #StayHomeWith88rising
  • การระดมเงินบริจาคจากการถ่ายทอดสดครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติต่อชาวเอเชีย

 

 

 

คำบรรยายภาพ: ’88rising Presents: ASIA RISING FOREVER’ LIVE Notice Tweet

 

 

โซล,สาธารณรัฐเกาหลี – Media OutReach – 5 พฤษภาคม 2563 – Twitter เตรียมจัดถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตระดับโลกภายใต้ชื่อ ’88rising Presents: ASIA RISING FOREVER’ (จากนี้เรียก Asia Rising Forever”) 88rising เป็นค่ายเพลงที่ทำหน้าที่แนะนำและทำให้ศิลปินจากเอเชียเป็นที่รู้จักในสหรัฐอเมริกา มีนักดนตรีชาวเอเชียที่เป็นที่รู้จักในสังกัดมากมาย เช่น Rich Brian ซึ่งออกผลงานร่วมกับ Chungha ไปเมื่อปีที่แล้วและได้รับความนิยมมากขึ้นในเกาหลี รวมถึง NIKI และ Keshi

 

การถ่ายทอดสดครั้งสำคัญนี้จะเผยแพร่โดยการสตรีมมิงผ่านบัญชี Twitter อย่างเป็นทางการของค่าย 88rising (@88rising) เป็นระยะเวลาสี่ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 10.00 น. ของวันที่ 7 พฤษภาคม ตามเวลาท้องถิ่นในเกาหลี (วันที่ 6 พฤษภาคม เวลา 21.00 น. ในเขตเวลาตะวันออก) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการเฉลิมฉลองเดือนแห่งมรดกทางวัฒนธรรมของอเมริกันเชื้อสายเอเชีย (Asian-Pacific American Heritage Month) ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมพูดคุยกันแบบเรียลไทม์ได้ที่เพจของงานนี้ (https://twitter.com/i/events/1256289526319706112)

 

ระหว่างงาน Asia Rising Forever ผู้ใช้ Twitter จะได้เพลิดเพลินกับการแสดงจากศิลปินทั้งจากในและต่างประเทศกว่า 20 กลุ่มที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา สำหรับตัวแทนจากเกาหลี KANGDANIEL (@konnect_danielk), CLC (@CUBECLC), Hyukoh (@hyukohh) และ Lim Kim (Yerim Kim) จะร่วมทำการแสดง นอกจากศิลปินจากเกาหลีแล้ว ศิลปินชาวเอเชียอย่าง NIKI (@nikizefanya), Keshi (@keshimusic) และ Rich Brian (@richbrian) จะร่วมแสดงด้วย ศิลปินที่เข้าร่วมครั้งนี้จะทำการโชว์ในรูปแบบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ การเล่นเกมเซอร์ไพรส์ และการแสดงสุดส่วนตัวจากห้องนอนของพวกเขาเองผ่านการสตรีมมิงในคอนเสิร์ต Asia Rising Forever และแฟน ๆ ยังสามารถติดตามคลิปไฮไลต์ผ่านทาง Twitter หลังการถ่ายทอดสดสิ้นสุดแล้ว รวมถึงช่วงถาม-ตอบสุดพิเศษกับวง CLC (@CUBECLC)ได้อีกด้วย

 

ระหว่างการถ่ายทอดสด จะมีการระดมทุนเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติต่อชาวเอเชียทั่วโลกอันมีสาเหตุมาจากไวรัส COVID-19 ด้วย

 

นอกจากนั้น Twitter ยังได้เปิดตัวอิโมจิพิเศษไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมาเพื่อเฉลิมฉลองให้กับการจัดคอนเสิร์จ Asia Rising Forever’เมื่อโพสต์บน Tweeter พร้อมแฮชแท็ก #88rising, #AsiaRising, #AsiaRisingforever, #StayHomeWith88rising จะปรากฏอิโมจิพิเศษอัตโนมัติในรูปของโลโก้งาน 88rising จนถึงวันที่ 26 กรกฎาคม

 

ดนตรีนั้นมีพลังที่สามารถนำผู้คนจากที่ต่าง ๆ จากต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาให้มารวมกันได้ YeonJeong Kim เจ้าของตำแหน่ง Head of Global Kpop & K-content Partnerships ของ Twitter กล่าว “ฉันหวังว่าการถ่ายทอดสดผ่าน Twitter ครั้งนี้จะนำผู้คนจากทั่วโลกให้มารวมกันเพื่อร่วมกันเอาชนะ COVID-19 ให้เร็วขึ้น

 

Twitter ร่วมกับศิลปินเคป็อปเพื่อสู้กับไวรัส COVID-19 ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการรณรงค์ผ่านแคมเปญ #StayHome และ #SafeHands Twitter ยังได้ถ่ายทอดสดวิดีโอคอนเสิร์ตอย่างเต็มรูปแบบของศิลปินเคป็อปที่ชื่อ”Golden Child” (@GoldenChild) พร้อมกับใช้แฮชแท็ก #StaySafeWithGoldenChild เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อชวนให้ผู้คนก้าวผ่านช่วงเวลา”Corona-Blue”ซึ่งเป็นอาการเศร้าหมองที่อาจเกิดขึ้นกับผู้คนในช่วงการระบาดของไวรัส COVID-19

 

 

 

เกี่ยวกับ Twitter

Twitter, Inc. (NYSE: TWTR) คือกระแสที่ผู้คนพูดถึงและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลก ที่ Twitter การใช้ชีวิตมีสีสันขึ้นเมื่อบทสนทนาต่าง ๆ เริ่มต้นพร้อมเผยเรื่องราวจากทุกด้าน ทั้งข่าวด่วน เรื่องบันเทิง กีฬา การเมือง เหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งที่คนทั่วโลกให้ความสนใจแต่ละวัน ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นที่ไหน คุณจะได้รู้ความเคลื่อนไหวของเรื่องราวเหล่านั้นผ่าน Twitter เป็นที่แรก Twitter รองรับการให้บริการในกว่า 40 ภาษาทั่วโลก และสามารถเข้าถึงได้ผ่าน twitter.com จากหลายช่องทางทั้งอุปกรณ์เคลื่อนที่และข้อความ SMS สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ about.twitter.com หรือติดตาม @TwitterKorea สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Twitter และ Periscope สามารถดูได้ที่ twitter.com/download และ periscope.tv

https://www.media-outreach.com/release.php/View/34461#Contact Twitter, Inc. https://www.media-outreach.com/release.php/Images/65093/twitter-1.jpg 2020-04-30T12:50:00+08:00 2020-04-30T12:55:17+08:00

สิงคโปร์ – Media OutReach – 30 เมษายน 2020 – เวทีของเราพร้อมแล้วสำหรับรอบชิงชนะเลิศของการแข่ง PCS หลังจากที่แข่งขันกันมาถึง 9 สัปดาห์ เราทุกคนจะได้บทสรุปกันในสัปดาห์นี้แล้วว่าใครจะได้เป็นแชมป์คนแรกสุดของ LoL PCS จากทีมที่เหลืออยู่ทั้งหมด 4 ทีมกับแมทช์ที่ต้องเล่นอีก 3 แมทช์และทั้ง 4 ทีมมีดังต่อไปนี้ Machi Esports (MCX), Talon Esports (TLN), Hong Kong Attitude (HKA) และ ahq eSports club (AHQ)

 

หลังจากที่สามารถเอาชนะ TLN มาได้ใน Upper Bracket ในรอบ Semifinals ทาง MCX ก็ได้ล้อคตำแน่งตัวเองในรอบชิงชนะเลิศที่จะแข่งกันในวันอาทิตย์นี้เวลา 16:00 น เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งชัยชนะของ MCX ในรอบที่ผ่านๆมาทำให้เราได้เห็นเลยว่าพวกเขาแทบจะครองฤดูกาลการแข่งครั้งนี้ไปเลย และหลายคนคงจะให้ทีมนี้เป็นทีมเต็งที่จะเข้าไปชิงเงินรางวัลชนะเลิศที่มีมูลค่าถึง $30,000 ( ประมาณ 1 ล้านบาท )

 

3 ทีมจาก Lower Bracket ต้องมาเผชิญหน้ากันในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม สำหรับโอกาสสุดท้ายในการเข้าไปในรอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ ทีมที่มาจาก seed ที่ต่ำที่สุดอย่าง HKA ต้องมาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งเมื่อต้องมาเจอกับทีมอย่าง AHQ ใน Best-of-3 ในเวลา 14:00 น และผู้ชนะในแมทช์นี้จะเข้าไปสู่รอบ Semifinals ที่มีทีม TLN รอพวกเขาอยู่แล้วในการแข่ง Best of 5

 

” พวกเรารู้สึกทึ่งในทั้งฝีมือและแผนการที่เตรียมมาของทุกทีมในการแข่งขัน เช่นเดียวกับแฟนๆที่คอยสนับสนุนทุกๆทีมของเราตลอดที่ผ่านมาทั้งฤดูกาล ซึ่งในเวลาแบบนี้ ผมหวังว่าทุกๆคนยังสามารถเข้ามารับชมรายการจากที่บ้านเพื่อความปลอดภัยเช่นเดียวกับพูดคุยกันกับเพื่อนฝูงถึงรอบชิงชนะเลิศครั้งแรกสุดของ PCS Spring” กล่าวโดย Chris Tran ผู้ที่รับตำแหน่งเป็น Head of Esports สำหรับ Riot Games ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮ่องกง และ ไต้หวัน

 

ตารางการแข่งขันสำหรับสัปดาห์นี้
 

แฟนๆสามารถแบ่งปันความประทับใจที่มีต่อ LoL esports และเพลิดเพลินไปกับการแข่งขันสุดมันส์ในบ้านกับครอบครัวได้ การแข่งในสัปดาห์นี้ที่เราถ่ายทอดสดจะเปิดช่องทางการรับชมในโทรทัศน์ทั่วภูมิภาคซึ่งช่องทางนี้ก็จะเปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามาดูสดหรือย้อนหลังได้อย่างไม่ยากเย็น

 

ช่องทางการรับชมในโทรทัศน์ :

  • eGG, ทั่ว SEA และ Australia
  • Yahoo TV สำหรับประเทศ ไต้หวัน
  • ET Today สำหรับประเทศ ไต้หวัน
  • Tap สำหรับประเทศ ฟิลิปปินส์
  • True ID สำหรับประเทศ ไทย
  • TVB MyTV Super สำหรับประเทศ ฮ่องกง

 

PCS เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2020 พร้อมกับทีมระดับต้นๆของทั้ง League of Legends Master Series และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทางการแข่งขัน PCS เองถูกจัดขึ้นโดย Riot Games กับ Funplus Esports ในขณะที่มี Garena เป็นผู้ถือสิทธิ์ในการจำหน่าย League of Legends ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน และ ฮ่องกง

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปติดตามได้ในช่องทางดังต่อไปนี้ :

 

 

เกี่ยวกับ Riot Games

Riot Games ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2006 ด้วยจุดประสงค์ที่จะพัฒนา วางจำหน่าย และให้การสนับสนุนเกมส์ที่เน้นประสบการณ์ระหว่างผู้เล่น ในปี 2009 Riot เปิดตัวเกม League of Legends ให้กับคนทั่วทั้งโลก ซึ่งในวันนี้ LoL ก็กลายเป็นเกม PC ที่มีผู้เล่นมากที่สุดในโลกและยังเป็นแกนหลักที่ช่วยผลักดันและยกระดับของ esports

 

หลังจากที่ LoL มีอายุครบหนึ่งทศวรรษ Riot ยังคงที่จะพัฒนาตัวเกมอย่างไม่หยุดหย่อนพร้อมกับการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆให้กับผู้เล่นด้วยเกมอย่าง Legends of Runeterra, League of Legends: Wild Rift, Teamfight Tactics และยังมีอีกหลายเกมที่อยู่ในการทำงาน หรือไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้โลกของ Runeterra ด้วยมัลติมีเดียที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น เพลง หนังสือการ์ตูน และอีกมากมาย

 

Riot Games ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดย Brandon Beck และ Marc Merrill พร้อมกับการมีสำนักงานใหญ่ประจำอยู่ที่ เมืองลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐอเมริกา ตอนนี้ทางบริษัทมีพนักงานทั้งหมด 2500+ คนและมากกว่า 20 ออฟฟิสทั่วโลก Riot ได้เข้าร่วมในการจัดอันดับต่างๆเช่น “100 บริษัทที่ดีที่สุดในการทำงานด้วย”, “25 บริษัทที่ดีที่สุดในการทำงานกับเทคโนโลยี”, “100 สถาณที่ทำงานที่ดีที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่” และ “50 สถาณที่ทำงานที่มีความยืดหยุนมากที่สุด”

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/34230#Contact Riot Games https://www.media-outreach.com/release.php/Images/64680/PCS-Finals.jpg 2020-04-21T10:00:00+08:00 2020-04-21T09:03:33+08:00

Scott Wooldridge จะเข้ารับตำแหน่งในฐานะประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อนำการดำเนินงานตามกลยุทธ์ของบริษัทในการสร้าง Connected Enterprise ให้เกิดขึ้นจริง

 

สิงคโปร์ – Media OutReach – 21 เมษายน 2563 – วันนี้ Rockwell Automation, Inc (NYSE: ROK) ได้ประกาศว่า Scott Wooldridge ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อจาก Joe Sousa ที่อยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 Wooldridge จะเป็นผู้นำการดำเนินงานตามกลยุทธิ์ของบริษัทในการสร้างองค์กรที่เชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด (Connected Enterprise) ให้เกิดขึ้นจริง ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีของ Rockwell Automation เข้ากับความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ธุรกิจที่เป็นบวกให้กับลูกค้า

 

 

“Scott เป็นผู้บริหารที่มากด้วยประสบการณ์ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และยึดมั่นในการพัฒนากลยุทธ์ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะขับเคลื่อนผลการดำเนินงานและสร้างความเป็นพันธมิตรและความร่วมมือต่อไป” Blake Moret ประธานและประธานกรรมการบริหารแห่ง Rockwell Automation กล่าว “การที่ Scott มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งกับ Rockwell Automation และมีประสบการณ์ที่กว้างขวางในอุตสาหกรรมนี้ ทำให้เขาเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการนำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เราเดินหน้าสู่ช่วงเวลาที่มีความท้าทายมากขึ้น ไปพร้อมกับการปักหมุดบนเส้นทางสู่ความสำเร็จของเรา”

 

Wooldridge เข้าร่วม Rockwell Automation ในปี 2560 ในตำแหน่งผู้อำนวยการประจำภูมิภาคแปซิฟิกใต้ ขณะที่ตำแหน่งล่าสุดของเขาคือรองประธานที่รับผิดชอบการดำเนินงานในประเทศริมมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับ Rockwell Automation Scott อยู่ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของบริษัท Energy Action และเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหาร Energy Efficiency Council ซึ่งทั้งสองตำแหน่งอยู่ในออสเตรเลีย

 

“ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับโอกาสที่จะได้เป็นผู้นำทีมเอเชียแปซิฟิก แม้แต่ตอนนี้ผมก็รู้สึกภูมิใจอย่างมากกับวิธีการที่ทีมได้รับมือกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่พวกเรากำลังเผชิญ ผมตั้งตารอที่จะได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับบรรดาผู้นำในภูมิภาคนี้รวมถึงพันธมิตรที่ทรงคุณค่าของเรา เพื่อสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนในระยะยาวให้กับ Rockwell Automation ในเอเชียแปซิฟิก” Scott Wooldridge ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแห่ง Rockwell Automation กล่าว

 

Rockwell Automation ได้รับการยอมรับในเอเชียแปซิฟิกมากว่า 40 ปี และยังคงเดินหน้าลงทุนกับวิสัยทัศน์ของบริษัทในการขยายศักยภาพของมนุษย์และการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลให้กับลูกค้าของตนทั่วทั้งภูมิภาค Rockwell Automation พร้อมกับพนักงานที่ทำงานอย่างทุ่มเทกว่า 4000 คนในภูมิภาคนี้ รวมถึงระบบพันธมิตรอันแข็งแกร่งที่ครอบคลุมทั้งหมดซึ่งร่วมมือกับเราในการเดินหน้าส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า ยังคงเดินหน้าสานต่อการนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่อุตสาหกรรม ปลดล็อคศักยภาพและความสามารถในการผลิตผ่านนวัตกรรมอัตโนมัติที่เชื่อมต่อถึงกัน

 

เกี่ยวกับ Rockwell Automation

Rockwell Automation, Inc. (NYSE: ROK) คือผู้นำระดับโลกด้านระบบอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล เราเชื่อมโยงจินตนาการของผู้คนเข้ากับศักยภาพของเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพของมนุษย์ซึ่งจะทำให้โลกใบนี้มีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนยิ่งขึ้น Rockwell Automation ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน มีพนักงานราว 23,000 ที่คอยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าในกว่า 100 ประเทศอย่างทุ่มเท เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่เราใช้เพื่อสร้างองค์กรที่เชื่อมต่อถึงกันทั้งหมดให้เกิดขึ้นจริงกับองค์กรในกลุ่มอุตสาหกรรม ได้ที่ www.rockwellautomation.com.

 

https://www.media-outreach.com/release.php/View/33390#Contact Rockwell Automation https://www.media-outreach.com/release.php/Images/63161/StaffPhoto-ScottWooldridge-.jpg 2020-04-16T12:00:00+08:00 2020-04-16T10:46:16+08:00

โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก – EQS Newswire – 16 เมษายน 2563 – BitHull S.A. ( https://www.bithull.com/ ) ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมศุลกากรแบบ 100% ให้กับลูกค้าเครื่องขุดเหรียญ BH Miner และ BH Miners Box ใหม่ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์เจเนอเรชันใหม่สำหรับการขุดเหรียญคริปโต BitHull S.A ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้การขุดเหรียญคริปโตเป็นเรื่องง่าย สะดวก และสร้างกำไรให้กับทั้งนักขุดที่เพิ่งเริ่มต้นและนักขุดที่มากด้วยประสบการณ์

 

เครื่องขุดเหรียญทั้งรุ่น BH Miner และ BH Miners Box ใช้เทคโนโลยี FPGA ใหม่ล่าสุดที่มีอัตราแฮชสูงมากสวนทางกับการบริโภคไฟที่ต่ำ เครื่องขุดแบบ multi-algorithm ทั้งสองรุ่นนี้สามารถใช้ขุดเหรียญบิตคอยน์ ไลต์คอยน์ อีเธอเรียม และโมเรโนได้จากที่บ้านเนื่องจากมีเสียงน้อยมากขณะที่เครื่องทำงาน

 

เพื่อให้ลูกค้าสามารถสร้างกำไรได้สูงสุด BitHull จึงได้ออกแบบเครื่องขุดให้มีอัตราแฮชสูงเป็นพิเศษ เครื่องรุ่น BH Miner ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พื้นฐานของบริษัท มีอัตราการแฮชที่ 360 TH/s, 60 GH/s, 15 GH/s และ 3 MH/s สำหรับการขุดเหรียญบิตคอยน์ ไลต์คอยน์ อีเธอเรียม และโมเนโรตามลำดับ และบริโภคไฟระดับปานกลางที่ 550 วัตต์ ขณะที่เครื่อง BH Miners Box มีขนาดใหญ่กว่า ประกอบด้วยเครื่อง BH Miner ทั้งหมดหกเครื่อง และให้อัตราแฮชที่สูงกว่าถึงหกเท่าเมื่อเทียบกับรุ่น BH Miner

 

BitHull แจ้งว่าเครื่อง BH Miners Box สามารถสร้างกำไรต่อเดือนได้ระหว่าง 8,000 ถึง 30,000 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับชนิดของเหรียญที่ขุด และขณะนี้ทางบริษัทได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศุลกากรให้กับลูกค้า ซึ่งหมายถึงโอกาสในการสร้างกำไรที่มากขึ้นของนักขุดเหรียญ

 

คำว่าอัตราแฮชหมายถึงความเร็วที่คอมพิวเตอร์สามารถขุดได้ สำหรับในบริบทของการขุดเหรียญคริปโต สิ่งนี้หมายถึงศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่อง อัตราแฮชที่สูงจะสร้างโอกาสได้รับรางวัล (block reward) ได้มากกว่า ดังนั้น อัตราแฮชส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของเครื่องขุดโดยตรง

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.bithull.com/

 

เกี่ยวกับ BitHull S.A.

BitHull S.A. เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มุ่งมั่นพัฒนาฮาร์ดแวร์ล้ำสมัยสำหรับการขุดเหรียญคริปโต บริษัทดำเนินการภายใต้ทีมผู้เชี่ยวชาญที่สร้างผลงานที่เป็นองค์ประกอบทางเทคโนโลยีระดับโลก เช่น ชิป FPGA รวมทั้งการพัฒนาที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมมากมายheavyweights.

https://www.media-outreach.com/release.php/View/33012#Contact BitHull https://www.media-outreach.com/release.php/Images/62629/BitHull-logo.jpg 2020-04-14T11:00:00+08:00 2020-04-14T13:53:31+08:00

โคเปนเฮเกน , เดนมาร์ก – EQS Newswire – 14 เมษายน 2563 – BH Miner และ BH Miners Box เครื่องขุดเหรียญคริปโตจาก BitHull S.A ( www.BitHull.com ) ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน วางจำหน่ายแล้วพร้อมข้อเสนอโปรโมชันสุดคุ้ม ผู้ที่ซื้อเครื่องขุดเหรียญแบบ FPGA ที่จะสร้างกำไรอย่างงดงามถึงสามเครื่อง จะได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าของเครื่องขุดเหรียญไปอีกหนึ่งเครื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อเสนอสิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน นี้

 

BH Miner เป็นผลิตภัณฑ์พื้นฐานจาก BitHull S.A ที่ออกแบบมาเพื่อนักลงทุนหน้าใหม่ที่ต้องการสร้างกำไรจากการขุดเหรียญคริปโตโดยเฉพาะ ขณะที่ BH Miners Box จะประกอบด้วยเครื่อง BH Miner ทั้งหมดหกเครื่อง มาพร้อมศักยภาพในการทำกำไรอย่างจริงจัง ทั้งสองเครื่องสามารถใช้ได้กับการขุดเหรียญบิตคอยน์ ไลต์คอยน์ อีเธอเรียม และโมเนโร

 

ผลิตภัณฑ์ทั้งสองรุ่นสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน ( ROI) ให้กับเจ้าของได้ภายในหนึ่งเดือนและทั้งสองรุ่นได้รับการตั้งค่าต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลูกค้าจึงสามารถเริ่มขุดเหรียญและสร้างกำไรได้ภายในหนึ่งเดือน โดยที่ไม่ต้องมีความรู้ทางด้านนี้มาก่อน

 

” พวกเรายินดีที่จะประกาศให้ทราบว่าผู้ที่ซื้อเครื่องขุดเหรียญจากเราสามเครื่องขึ้นไปจะได้รับเครื่องขุดเหรียญเพิ่มอีกหนึ่งเครื่องทันทีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม โปรโมชันนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจการขุดเหรียญและต้องการสร้างธุรกิจการขุดเหรียญที่จะสร้างกำไรอย่างงดงามให้กับพวกเขาจากที่บ้าน ” Matias Milet รองประธาน BitHull S.A. กล่าว

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดูที่ https://www.bithull.com/

 

เกี่ยวกับ BitHull S.A:

BitHull S.A เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มุ่งมั่นพัฒนาฮาร์ดแวร์ล้ำสมัยสำหรับการขุดเหรียญคริปโต บริษัทดำเนินการภายใต้ทีมผู้เชี่ยวชาญที่สร้างผลงานที่เป็นองค์ประกอบทางเทคโนโลยีระดับโลก เช่น ชิป FPGA รวมทั้งการพัฒนาที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมมากมาย

https://www.media-outreach.com/release.php/View/32759#Contact BitHull https://www.media-outreach.com/release.php/Images/62432/BitHull-logo.jpg 2020-04-09T15:00:00+08:00 2020-04-09T15:04:36+08:00

โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก – EQS Newswire – 9 เมษายน 2563 – ขณะที่การระบาดของไวรัสโคโรนายังคงสร้างความเสียหายไปทั่วโลก โลกของการขุดคริปโตกลับกำลังค่อย ๆ ปฏิวัติ เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทเทคโนโลยีชื่อ BitHull S.A ( www.BitHull.com ) ได้แนะนำเครื่องขุดคริปโตใหม่สองรุ่นที่ได้สร้างความสำเร็จให้กับนักขุดคริปโตที่จำเป็นต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชิ้นนี้พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีอุปกรณ์ลอจิกแบบโปรแกรมได้ หรือ FPGA ใหม่ล่าสุด สร้างศักยภาพในการทำกำไรได้อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนให้กับทั้งนักขุดคริปโตหน้าใหม่และผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ

 

เครื่องขุดแบบ multi-algorithm ทั้งสองรุ่นจาก BitHull สามารถใช้ขุดคริปโตสกุลบิตคอยน์ ไลต์คอยน์ อีเธอเรียม และโมเนโร สำหรับ BH Miner เป็นผลิตภัณฑ์พื้นฐานของบริษัทที่มีการบริโภคพลังงานในระดับปานกลางที่ 550W ในกลับกัน BH Miners Box ประกอบด้วยเครื่อง BH Miner ทั้งหมดหกเครื่องเชื่อมต่อกัน เครื่องนี้ทำงานเงียบ ดังนั้นจึงเหมาะกับการใช้ในบ้านหรือสถานที่อื่น ๆ

 

ความเร็วในการขุด:

BH Miner: 360 TH/s, 60 GH/s, 15 GH/s และ 3 MH/s สำหรับบิตคอยน์ ไลต์คอยน์ อีเธอเรียม และโมเนโลตามลำดับ

BH Miners Box: 2160 TH/s, 360 GH/s, 90 GH/s, และ 18 MH/s สำหรับบิตคอยน์ ไลต์คอยน์ อีเธอเรียม และโมเนโลตามลำดับ

 

กำไรและการกินไฟ (BH Miners Box):

บิตคอยน์: กำไร 7951.95 ดอลลาร์ต่อเดือน

ไลต์คอยน์: กำไร 18.64k ดอลลาร์ต่อเดือน

อีเธอเรียม: กำไร 25.78k ดอลลาร์ต่อเดือน

โมเนโร: กำไร 29.06k ดอลลาร์ต่อเดือน

 

สำหรับค่าไฟอยู่ที่ 285 ดอลลาร์ต่อเดือน โดยคำนวณโดยใช้อัตรา 0.12 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง BitHull แนะนำให้ลูกค้าของตนตรวจสอบข้อมูลข้างต้นแบบเรียลไทม์โดยใช้เครื่องคิดเลขออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือ

 

ผลิตภัณฑ์ทั้งสองจะยังสร้างผลกำไรแม้จะเกิดความผันผวนทางราคาหรือการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความยากในการขุด

 

“ในปัจจุบันนี้ การเพิ่มศักยภาพให้ผู้คนมีโอกาสสร้างรายได้จากที่บ้านได้นับว่ามีความสำคัญ” Matias Milet รองประธาน BitHull S.A. กล่าว “เราภูมิใจที่ได้ตอบสนองสิ่งที่เป็นความต้องการในขณะนี้ด้วยเครื่องขุดคริปโตของเราที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างรวดเร็วและพร้อมทั้งผลกำไรจำนวนมหาศาล”

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.bithull.com/

 

เกี่ยวกับ BitHull

BitHull S.A. เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มุ่งมั่นพัฒนาฮาร์ดแวร์ล้ำสมัยสำหรับการขุดคริปโต บริษัทดำเนินการภายใต้ทีมผู้เชี่ยวชาญที่สร้างผลงานให้เป็นประจักษ์ที่เป็นองค์ประกอบทางเทคโนโลยีระดับโลก เช่น ชิป FPGA และการพัฒนาที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมมากมาย

https://www.media-outreach.com/release.php/View/32515#Contact BitHull 2020-04-09T13:30:00+08:00 2020-04-09T13:21:35+08:00

โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก – EQS Newswire – 9 เมษายน 2563 – BitHull S.A (https://www.bithull.com/) สร้างเทรนด์ใหม่ล่าสุดให้กับตลาดคริปโตทั่วโลกด้วยการเปิดตัวเครื่องขุดเหรียญแบบ FPGA ไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัททั้งสองรุ่น ได้แก่ BH Miner และ BH Miners Box ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผลกำไรให้กับผู้ใช้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เครื่องขุดทั้งสองรุ่นนี้พัฒนาขึ้นโดยใช้อุปกรณ์ลอจิกแบบโปรแกรมได้ หรือ FPGA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีปฏิวัติวงการ และให้อัตราการขุดที่สูงมากโดยที่ไม่กินไฟ

 

Bithull

 

เครื่องขุดแบบ multi-algorithm ทั้งสองรุ่นจาก BitHull สามารถใช้ขุดเหรียญสกุลบิตคอยน์ ไลต์คอยน์ อีเธอเรียม และโมเนโรได้ โดย BH Miner เป็นผลิตภัณฑ์พื้นฐานของบริษัทที่มีการบริโภคพลังงานในระดับปานกลางที่ 550W สำหรับ BH Miners Box ประกอบด้วยเครื่อง BH Miner ทั้งหมดหกเครื่องเชื่อมต่อกัน ทำงานเงียบ ดังนั้นจึงเหมาะกับการใช้ในบ้านหรือสถานที่อื่น ๆ

 

ความเร็วในการขุด:

BH Miner: 360 TH/s, 60 GH/s, 15 GH/s และ 3 MH/s สำหรับบิตคอยน์ ไลต์คอยน์ อีเธอเรียม และโมเนโรตามลำดับ

BH Miners Box: 2160 TH/s, 360 GH/s, 90 GH/s และ 18 MH/s สำหรับบิตคอยน์ ไลต์คอยน์ อีเธอเรียม และโมเนโรตามลำดับ

 

กำไรและการกินไฟ (BH Miners Box):

บิตคอยน์: กำไร 7951.95 ดอลลาร์ต่อเดือน

ไลต์คอยน์: กำไร 18.64k ดอลลาร์ต่อเดือน

อีเธอเรียม: กำไร 25.78k ดอลลาร์ต่อเดือน

โมเนโร: กำไร 29.06k ดอลลาร์ต่อเดือน

 

สำหรับค่าไฟอยู่ที่ 285 ดอลลาร์ต่อเดือน คำนวณโดยใช้อัตรา 0.12 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง BitHull แนะนำให้ลูกค้าของตนตรวจสอบข้อมูลข้างต้นแบบเรียลไทม์โดยใช้เครื่องคำนวณออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือ

 

ผลิตภัณฑ์ทั้งสองจะยังสร้างผลกำไรแม้จะเกิดความผันผวนทางราคาหรือการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความยากในการขุด

 

“ศักยภาพในการสร้างกำไรอันยอดเยี่ยมของผลิตภัณฑ์ทั้งสองรุ่นจาก BitHull ทำให้เครื่องขุดทั้งสองเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับทั้งผู้ที่เริ่มลองขุดเหรียญคริปโตและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญแล้ว” Matias Milet รองประธานของ BitHull S.A. กล่าว

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.bithull.com/

 

เกี่ยวกับ BitHull:

BitHull S.A. เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มุ่งมั่นพัฒนาฮาร์ดแวร์ล้ำสมัยสำหรับการขุดเหรียญคริปโต บริษัทดำเนินการภายใต้ทีมผู้เชี่ยวชาญที่สร้างผลงานที่เป็นองค์ประกอบทางเทคโนโลยีระดับโลก เช่น ชิป FPGA รวมทั้งการพัฒนาที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมมากมาย

https://www.media-outreach.com/release.php/View/32564#Contact BitHull https://www.media-outreach.com/release.php/Images/62069/1016361.jpgM