การมีประวัติภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมที่เพิ่มขึ้น

การมีประวัติภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองและการเสื่อมถอยของสมองเร็วกว่าที่ควร จากงานศึกษาวิจัยที่นำเสนอวันนี้ภายในงานประชุมนานาชาติของสมาคมอัลไซเมอร์ ประจำปี 2565 (Alzheimer’s Association International Conference® (AAIC®) 2022) ซึ่งจัดขึ้นในเมืองซานดิเอโกและทางออนไลน์

ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ( HDP) ประกอบด้วย ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หรือภาวะความดันโลหิตสูงชั่วคราว และภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) ได้รับการเชื่อมโยงอย่างมากเข้ากับการเกิดโรคหัวใจในช่วงอายุที่มากขึ้น แต่ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยน้อยมากที่เชื่อมโยงภาวะเหล่านี้เข้ากับการทำงานรู้คิดของสมอง ในแง่นี้ ข้อค้นพบสำคัญที่นำเสนอภายในงานประชุม AAIC ประจำปี 2565 มีดังนี้

  • สตรีที่เคยมีประวัติภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์มีแนวโน้มสูงกว่าที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งหมายถึงการเสื่อมถอยในทักษะการคิดที่เกิดจากภาวะที่ไปอุดตันหรือลดการไหลเวียนของเลือดเข้าสู่สมอง เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น โดยเปรียบเทียบกับสตรีที่เคยตั้งครรภ์โดยไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง
  • การมีประวัติภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ มีความเชื่อมโยงกับพยาธิสภาพของสสารสีขาวในสมอง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การเสื่อมถอยของการทำงานรู้คิดของสมองเร็วกว่าที่ควร เมื่อเวลาผ่านไป 15 ปีหลังจากการตั้งครรภ์
  • สตรีที่เคยมีประวัติครรภ์เป็นพิษขั้นรุนแรงมีระดับของเบตาแอมีลอยด์ ( beta amyloid) สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของสมองที่เกี่ยวข้องกับอัลไซเมอร์ซึ่งวัดในโลหิต เมื่อเทียบกับสตรีที่เคยตั้งครรภ์โดยไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง
    ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้น 1 ใน 7 ของการคลอดบุตรในโรงพยาบาล โดยเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตในบุคคลผู้ตั้งครรภ์ให้กำเนิดและตัวอ่อนในครรภ์ในทั่วโลก ภาวะดังกล่าวเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประชากรชาวผิวดำ ชาวลาติน ชาวเอเชีย/ชาวเกาะในแปซิฟิก และชาวอเมริกันพื้นเมืองในอัตราที่สูงอย่างไม่สมส่วน

“นี่เป็นข้อมูลจากการศึกษาระยะยาวชุดแรก ๆ ที่เชื่อมโยงภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์เข้ากับภาวะสมองเสื่อมในการศึกษาตามรุ่นในกลุ่มคนที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค (cohort study) ขนาดใหญ่” แคลร์ เซ็กซ์ตัน (Claire Sexton) ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายโครงการและบริการสู่ภายนอกเชิงวิทยาศาสตร์ สมาคมอัลไซเมอร์ กล่าว “เมื่อคำนึงถึงนัยที่รุนแรงทั้งระยะสั้นและระยะยาวของภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ การตรวจพบและการรักษาแต่เนิ่น ๆ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการปกป้องทั้งบุคคลผู้ตั้งครรภ์และเด็กที่จะเกิดมา”

“ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการดูแลสตรีตั้งครรภ์และการเฝ้าระวังสุขภาพระยะยาวของบุคคลผู้ตั้งครรภ์” เซ็กส์ตันกล่าว

“ผู้ที่ประสบกับความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความจำและการทำงานรู้คิดของสมองควรปรึกษาผู้ให้การดูแลรักษาสุขภาพ”
ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์เชื่อมโยงกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง

เพื่อสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์กับภาวะสมองเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น ดร.แคเรน ชลีป ( Karen Schliep) วิทยาศาสตรมหาบัณฑิตด้านสาธารณสุขศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน มหาวิทยาลัยสุขภาพแห่งยูทาห์ (University of Utah Health) และเพื่อนร่วมงาน ได้ดำเนินการศึกษาตามรุ่นย้อนหลังกับสตรี 59,668 คนที่เคยตั้งครรภ์

สตรีที่มีประวัติภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์มีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมจากทุกสาเหตุสูงกว่า 1.37 เท่า เมื่อคำนวณโดยคำนึงถึงวัยขณะให้กำเนิด ปีที่ให้กำเนิด และความเหมือนกัน เมื่อเทียบกับสตรีที่ตั้งครรภ์โดยไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง ทั้งนี้ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์เชื่อมโยงกับความเสี่ยงสูงกว่า 1.64 เท่าที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง และความเสี่ยงสูงกว่า 1.49 เท่าที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่รวมถึงโรคอัลไซเมอร์ ภาวะความดันโลหิตสูงชั่วคราวขณะตั้งครรภ์และภาวะครรภ์เป็นพิษและครรภ์เป็นพิษรุนแรงซึ่งมีภาวะชักร่วม ( eclampsia) แสดงระดับของความเสี่ยงที่ใกล้เคียงกันสำหรับภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากโรคหลอดเลือด

“ผลจากการศึกษาของเรายืนยันข้อค้นพบก่อนหน้านี้ว่า ภาวะครรภ์เป็นพิษมีความเชื่อมโยงอย่างมากกับภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองเมื่อเทียบกับอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อมชนิดอื่น ๆ” ชลีปกล่าว “ผลดังกล่าวนี้ชี้ว่าความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองอาจสูงพอกันระหว่างสตรีที่เคยมีประวัติภาวะความดันโลหิตสูงชั่วคราวขณะตั้งครรภ์กับสตรีที่เคยมีประวัติครรภ์เป็นพิษ”

ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์เชื่อมโยงกับพยาธิสภาพของสสารสีขาวในสมอง 15 ปีหลังการตั้งครรภ์

เมื่อคำนึงถึงความเชื่อมโยงที่พิสูจน์ชัดเจนระหว่างภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์กับสุขภาพหลอดเลือดสมองในระยะยาว โรวินา ฮุสไซนาลี ( Rowina Hussainali) วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต นักศึกษาปริญญาเอกด้านระบาดวิทยาและสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา ศูนย์การแพทย์อีราสมุส เอ็มซี (Erasmus MC Medical Center) เนเธอร์แลนด์ และเพื่อนร่วมงาน ได้มุ่งศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์กับตัวบ่งชี้พยาธิสภาพของหลอดเลือดสมอง 15 ปีหลังจากการตั้งครรภ์
คณะผู้วิจัยได้สำรวจสตรี 538 ราย โดย 445 รายเคยตั้งครรภ์โดยไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง และ 93 รายเคยมีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ จากการศึกษาเจเนอเรชัน อาร์ ( Generation R) โดยได้ศึกษาสตรีตั้งครรภ์ที่มีวันกำหนดคลอดระหว่างเดือนเมษายน 2545 ถึงเดือนมกราคม 2549 เมื่อผ่านไป 15 ปีหลังจากนั้น สตรีกลุ่มนี้บางส่วนได้เข้ารับการตรวจแสดงภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อประเมินปริมาตรเนื้อเยื่อสมองและตัวบ่งชี้อื่น ๆ ที่สามารถบ่งชี้พยาธิสภาพ
ฮุสไซนาลีและทีมงานพบว่า สตรีที่เคยมีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์มีพยาธิสภาพของสสารสีขาวในสมอง (ตัวบ่งชี้ของเนื้อเยื่อสมองเสื่อมสภาพ) สูงกว่าสตรีที่เคยตั้งครรภ์โดยไม่มีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่ 38% ความเชื่อมโยงนี้พบในสตรีที่เคยมีภาวะความดันโลหิตสูงชั่วคราวขณะตั้งครรภ์เป็นหลัก ซึ่งมีพยาธิสภาพในสสารสีขาวในสมองสูงกว่า 48% เมื่อเทียบกับสตรีที่เคยตั้งครรภ์โดยไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง ทั้งนี้ไม่พบความแตกต่างในแง่ของตัวบ่งชี้อื่น ๆ ของพยาธิสภาพในสมอง อย่างเช่น เนื้อสมองตายจากขาดการไหลเวียนโลหิต (infarct) หรือจุดเลือดออกขนาดเล็กที่บริเวณเนื้อสมอง (cerebral microbleed) การเกิดภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังหลังจากการตั้งครรภ์ยิ่งตอกย้ำผลการศึกษาดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีที่เคยมีภาวะความดันโลหิตสูงชั่วคราวขณะตั้งครรภ์

“ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า การมีประวัติภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์เชื่อมโยงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสมอง 15 ปีหลังจากการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นความเสียหายที่สามารถมีผลกระทบถาวรต่อการทำงานรู้คิดของสมอง” ฮุสไซนาลี กล่าว “สตรีที่มีประวัติภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ควรได้รับการประเมินและรักษาแต่เนิ่น ๆ สำหรับปัจจัยเสี่ยงของภาวะความดันโลหิตสูงตลอดจนโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ”

ภาวะครรภ์เป็นพิษเชื่อมโยงกับตัวบ่งชี้การอักเสบของสมองที่เพิ่มขึ้น

ภาวะครรภ์เป็นพิษคือภาวะความดันโลหิตสูงรุนแรงขณะตั้งครรภ์ ซึ่งส่งผลกับการตั้งครรภ์ 5-8% ชุดข้อมูลขนาดใหญ่บ่งชี้ว่าสตรีที่มีประวัติครรภ์เป็นพิษมีการสะสมของปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพเมื่ออายุมากขึ้น รวมถึงโรคหัวใจ ขณะที่ภาวะครรภ์เป็นพิษได้รับการเชื่อมโยงเข้ากับความเสี่ยงสูงสุดที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ในการนี้ ดร.พญ.ซอนญา ซูวาคอฟ ( Sonja Suvakov) นักวิจัยหลังปริญญาเอกและผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ที่มาโยคลินิก (Mayo Clinic) และทีม ได้สำรวจว่าถุงน้ำ (vesicle) ซึ่งเป็นถุงของเหลวขนาดเล็ก ที่ปล่อยออกมาจากเซลล์สมอง จะตรวจพบหรือไม่ในสตรีเมื่อผ่านไปหลายปีหลังจากการตั้งครรภ์ที่มีภาวะดังกล่าว

นักวิจัยพบว่าสตรีที่มีประวัติครรภ์เป็นพิษระดับรุนแรงมีความหนาแน่นสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญของถุงน้ำภายนอกเซลล์ที่มีแอมีลอยด์เบตาเป็นบวก ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของหนึ่งในรอยโรคสำคัญของอัลไซเมอร์ พวกเขายังพบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของถุงน้ำภายนอกเซลล์ที่มีตัวบ่งชี้ความเสียหายของเยื่อบุหลอดเลือดภายในสมอง ( endothelium) และการอักเสบของสมอง ในทำนองเดียวกัน ระดับเบตาแอมีลอยด์ที่มีการไหลเวียนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

“ข้อค้นพบเหล่านี้บ่งชี้ว่าสตรีที่มีประวัติครรภ์เป็นพิษมีการเพิ่มขึ้นของระดับตัวบ่งชี้ความเสียหายของระบบประสาทและหลอดเลือด ซึ่งอาจส่งผลเชิงลบต่อทักษะการรู้คิด” ซูวาคอฟ กล่าว “จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยงด้านการเสื่อมของระบบประสาทและการทำงานรู้คิดของสมอง ที่การมีประวัติภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ก่อให้เกิดขึ้นกับสตรีไปตลอดชีวิต”